เชียงราย เชียงใหม่ กับงานพืชสวนโลก
13-17 พฤศจิกายน 2549

เห็นป้ายบอกว่าจะมีงานพืชสวนโลกมาตั้งแต่ต้นปี ตั้งใจไว้ว่าจะไปเพราะผมชอบต้นไม้อยู่แล้ว ตอนนั้นจำได้ว่าประมาณเดือนมีนา หรือเมษานี่ล่ะ เค้าติดป้ายคัทเอ้าท์พืชสวนโลกเบอเร่อเลยบนทางด่วน แล้วก็คิดไว้ในใจว่าอย่าลืมไปนะโว้ยไอ้งานนี้ตอนปลายปี ไปๆมาๆ ทำงานจนลืมเลยว่าจะมีงานใหญ่ยักษ์ขนาดนี้ มีอยู่วันเพื่อนเลิฟใน msn ก็ทักมาว่าจะไปงานราชพฤกษ์หรือป่าว ถ้าจะไปก็จองห้องพักไว้ก่อนนะมันจะเต็มเอา ผมก็งงว่าไอ้งานราชพฤกษ์นี่มันงานอารายฟระ ตกข่าวจริงๆ ตอนนั้นประมาณเดือนสิงหามั้ง กว่าจะถึงบางอ้อว่ามันเป็นงานพืชสวนโลกที่ผมอยากไปนั่นเอง เพื่อนเลิฟก็เลยด่าเอาว่าไม่สนใจข่าวคราวบ้านเมืองเอาซะเลย แฮ่ๆ แหมใครจะไปรู้ว่างานนี้มีสองชื่อ เพื่อนเลิฟอุตส่าห์ส่งเมล์ลิ้งค์มาให้ดูนะว่าพักที่ไหนดี แนะนำให้ผม ขอขอบพระคุณด้วยนะจ๊ะ ผมก็ได้จองห้องพักที่สวนดอยเฮ้าส์หนึ่งในที่พักที่เพื่อนเลิฟแนะนำนั่นล่ะ สวยดีจริงๆ งานนี้เตรียมตัวแต่เนิ่นๆจริงๆ เพราะเริ่มจองห้องพัก จองตั๋วเครื่องบิน แล้วก็เช่ารถ Avis ไว้ก่อนที่จะไปตั้งสามเดือนเลย ปรกติไปเที่ยวไม่เคยเตรียมตัวเลย แต่อันนี้จองไปก่อนเพราะกลัวมันจะเต็มช่วงงานเริ่ม

และแล้ววันหยุดงาน เอ้ย วันเดินทางก็มาถึง ทริปนี้มีด้วยกันสี่คน มีผม แม่ เจ๊กบ แล้วก็พี่เล็ก (พี่เขย) นั่งเครื่องบินนกแอร์ไป เป็นครั้งแรกที่ได้ไปขึ้นเครื่องบินจากสนามบินสุวรรณภูมินะเนี่ย ผมว่าสนามบินออกแบบสวยดีนะ ตกแต่งสวย เป็นปูนขัด มีเหล็กสแตนเลส แล้วก็กระจกเป็นองค์ประกอบหลักดู modern ดี สีเรียบแต่เท่ห์ดี ห้องน้ำน้อยไปหน่อยอย่างที่เค้าว่าจริงๆ

วันที่หนึ่ง (13 พย 2549)
เรานัดกันที่สนามบิน เอารถไปจอดทิ้งไว้ที่สนามบิน เพราะมันยังไม่ต้องเสียค่าจอด ผมวนอยู่สองรอบกว่าจะเข้าอาคารจอดรถได้ เพราะมัวแต่มองโน่นมองนี่เลยขับเลยป้ายอาคารจอดรถ เจ๊กบกับพี่เล็กขับพาแม่มาจากเมืองชล แล้วเอารถมาจอดทิ้งไว้เหมือนกัน พวกเราแวะกินอาหารร้านอะไรก็ไม่รู้ในสนามบิน ตกแต่งด้วยสีแดงสไตล์จีนๆ ลืมเล่าไป ตอนแรกนึกว่าแม่จะมาไม่ได้ซะแล้ว เพราะว่าแม่ปวดเข่าเนื่องจาก มีอยู่วันนึงแม่รดน้ำต้นไม้แล้วทำกระถางต้นไม้ล้ม แม่ก็เอื้อมมือไปรับพลาดก็เลยล้มลงหัวเข่ากระแทก หนึ่งอาทิตย์ก่อนหน้าจะมาทริปนี้ แต่แม่ก็รอดูอาการว่าจะเป็นไรมั้ย แล้วก็ซื้อยามากินเอง ปรากฎว่าไม่หาย ก่อนหน้าที่จะไปสองวันแม่เลยไปหาหมอ ให้หมอฉีดยา ปรากฎว่าแม่แพ้ยาอีก มึนหัวแล้วก็คลื่นไส้ นึกว่าจะไปไม่ได้ซะแล้ว ปรากฎว่าวันออกเดินทางอาการแพ้ยาหายไปเหลือแต่อาการปวดเข่า แม่บอกว่าพอทนๆ ก็เลยตัดสินใจไป ผมเลยแบกเอาเก้าอี้สนามติดตัวไปด้วย เผื่อเวลาแม่ปวดเข่าก็เอาออกมากางให้แม่นั่งได้เป็นเก้าอี้ด่วนทันใจแม่

พวกเรามาถึงเชียงใหม่ประมาณสิบเอ็ดโมงเช้า แอร์นกแอร์น่ารักทั้งน้านเลย มีนกจิ๊บหน้าตาน่ารักมาขายเสื้อบนเครื่องด้วย ชอบชอบจริงๆ พอมาถึงสนามบินก็ไปติดต่อเรื่องเช่ารถ ซึ่งเราได้จ่ายตังค์ไว้ตั้งแต่สามเดือนที่แล้ว เราเช่ารถเล็กเพราะถูกกว่าและประหยัดน้ำมัน หลังจากขนของขึ้นรถเสร็จก็ออกไปหาของกิน เพราะวันนี้เราจะขับไปดอยตุงก่อนเลย พวกเรามาแวะเอาร้านขายส้มตำไก่ย่างร้านนึงในเชียงใหม่ เห็นร้านมันดูน่ากินดีชื่อร้านรวมใจไก่ย่าง เราก็เลยรวมใจแวะกินกันก่อน จากนั้นก็ซิ่งต่อไปดอยตุง ทางคดเคี้ยวไปมาแต่ไม่มากเหมือนตอนที่ขับไปปาย แม่ฮ่องสอนคราวก่อน ทางไปดอยตุงขับง่ายสบายกว่าเยอะ ผมเป็นคนขับเองตลอดทั้งทริปเลย เพราะไม่ชอบนั่งรถคนอื่นขับ เพราะจะเมารถอ้วกแตกอ้วกแตนได้ เลยต้องอาสาขับคนเดียว

 

เราแวะเที่ยววัดร่องขุ่นก่อนขับขึ้นดอยตุง วัดดูสวยแปลกตาดี สีขาวทั้งหมดเลย ทำเป็นลายไทย ผมดูไม่ค่อยออกเท่าไร แต่ดูรวมๆก็สวยดี รูปวาดด้านในโบสถ์ก็สวยดีแต่ยังวาดไม่เสร็จเลย วัดนี้หลายคนคงรู้จักเพราะอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์เป็นผู้เข้ามาทำวัดนี้ซึ่งแต่ก่อนเป็นวัดธรรมดาๆ ให้กลายเป็นวัดที่ดูอลังการงานสร้างมากๆ เสร็จจากวัดร่องขุ่น ก็ขับขึ้นดอยตุงเลย ไปถึงดอยตุงนี้ฟ้ามืดแล้ว คืนนี้เราจะพักกันที่ดอยตุง ชื่อบ้านต้นน้ำ 31 ทำไมต้องเป็น 31 ก็ไม่รู้แฮะ พวกเรา Check In เสร็จก็ออกมากินข้าวเย็นกันที่ดอยตุงนั่นล่ะเป็นร้านของโครงการหลวง อร่อยดีเหมือนกัน กินเสร็จก็เข้านอน


วัดร่องขุ่น ขาวไปทั้งวัดเลยครับ


ป้ายบอกห้องน้ำชายหญิงที่วัดร่องขุ่น

วันที่สอง (14 พย 2549)
ตื่นตั้งแต่หกโมงเช้า กิน ABF ที่ดอยตุงนั่นล่ะ เพราะมันรวมมากับห้องพัก นั่งกินกันริมผาดูพระอาทิตย์ขึ้นสวยดี อากาศเย็นๆนิดหน่อย จริงๆมาเดือนนี้อากาศยังไม่หนาวเลย ถ้าเป็นเดือนหน้าอากาศคงเย็นกว่านี้เยอะเลย กินข้าวเช้าเสร็จก็ Check Out ออกจากที่พักเลย พวกเราเคยมาดอยตุงกันเมื่อสี่ห้าปีที่แล้ว ก่อนที่ผมกะเจ๊กบจะเปิดร้านกาแฟสวัสดีสาขาแรกกันซะอีก เพราะตอนนั้นจะเปิดร้านกาแฟเลยมาถึงไร่กาแฟของแม่ฟ้าหลวงแล้วก็เข้าไปดูโรงกาแฟที่เค้าคั่วกาแฟกันสดๆ ครั้งนี้เราก็ตั้งใจจะไปดูอีกครั้ง เราขับออกมาจากที่พัก ก็ไปเริ่มต้นกันที่พระตำหนักดอยตุงของสมเด็จย่า ก่อนเดินเข้าไปในเขตตำหนัก มีร้านกาแฟดอยตุงอยู่ข้างหน้าเราก็แวะเติมคาเฟอีนกันคนละแก้วก่อน จากนั้นก็เดินผ่านประตู ใช้บัตรเดียวเที่ยวได้ 5 ที่ของ KTC นั่นล่ะ พระตำหนักสวยมากๆ ขอบอก พื้นทำด้วยไม้สักทอง พระตำหนักตกแต่งสไตล์ Log Home แบบออกแนว Country นิดๆ ผสมไทยๆ สวยมากๆ ผมชอบเพราะมีต้นไม้เยอะแล้วก็อากาศดีมากๆ ต้นไม้งามมากๆ เพราะเค้าดูแลดี มีมอสขึ้นเขียวไปหมด ดูแล้วสดชื่นจริงๆ นอกอาณาเขตพระตำหนัก ก็มีสวนของโครงการหลวง มีปลูกกล้วยไม้ในขวดแก้ว แล้วก็แสดงพันธุ์ไม้เยอะมากให้ดู จากนั้นพวกเราก็ขับรถไปอีกนิดนึงก็ถืงศูนย์หัตถกรรม ซึ่งมีโครงการหลวงที่สมเด็จย่าริเริ่มไว้ มีการทำกระดาษสา การทำพรม และโรงกาแฟที่ผมเคยมานั่นเอง โรงกาแฟยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนักจากสี่ห้าปีก่อนที่ผมเคยมา เพียงแต่เพิ่มส่วนที่มีการวิจัยเป็นห้องกระจก คล้ายๆห้องแล็ปมีคนแต่งชุดขาวๆ เดินไปเดินมา

 

เราลงจากดอยตุงก็มุ่งหน้าไปแม่สายเลย กะจะไปแอบซื้อแผ่นดีวีดีซะหน่อย เราขับไปถึงแม่สายก็ประมาณเที่ยงๆ ก็หาข้าวกินกันริมชายแดนตรงนั้นเลย กินอาหารจานเดียวง่ายๆ แต่จะบอกว่าไม่อร่อยเลย จากนั้นพวกเราก็ตัดสินใจกันอยู่นานว่าจะข้ามไปฝั่งพม่ากันรึป่าว จริงผมอยากข้ามไปแต่ก็กลัวว่าจะไปไม่ได้เพราะบัตรประชาชนหมดอายุ แต่ไหนๆมาถึงแล้วก็เอาว่ะ ลองเสี่ยงดู ปรากฎว่าไม่มีใครดูวันหมดอายุในบัตรประชาชนผมเลย ก็เลยผ่านฉลุย เชื่อมั้ยว่าผ่านเข้าไปในเขตพม่าแล้วผมก็ไม่ได้เงยหน้าจากแผงดีวีดีเถื่อนที่ขายกันเกลื่อนที่ชายแดน เผลอแป็บเดียว ช๊อปไปห้าพันกว่าบาท ซึ้อหนังกลับมาดู ตอนเดินกลับเข้ามาผ่านด่านประเทศไทยยังกลัวว่าเค้าจะจับเอาเลย เพราะแบกดีวีดี กลับมาเยอะมาก ต้องให้แม่ช่วยถืออีกสองถุงใหญ่ สรุปก็ผ่านมาได้โดยไม่มีปัญหาอะไร เป็นอันว่าผมกับพี่เล็กหิ้วดีวีดีมากันหอบใหญ่ ส่วนแม่ไม่ได้อะไรเลย พอข้ามมาถึงฝั่งไทย แม่ก็ซื้อผลไม้สาลี่ซะหลายกิโล เหมือนอึดอัดที่ไม่ได้ใช้เงินในฝั่งพม่า แม่เราเลยซื้อผลไม้ซะ ผมแบกผลไม้จนจักกะแร้บานเลย

ออกจากแม่สายเราก็ไปแวะสามเหลี่ยมทองคำถ่ายรูปนิดหน่อยก่อนขับไปหอฝิ่น ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานที่เก็บประวัติศาสตร์และเรื่องราวเกี่ยวกับฝิ่นไว้ หอฝิ่นทำดีมาก เหมือนพิพิธภัณฑ์เมืองนอกเลย ขอบอกว่ามันเยื่ยมมากจริงๆ ทำได้ดีทีเดียว เราเดินหอฝิ่นกันจนเย็น แล้วก็ขับรถเข้าไปตัวเมืองเชืยงรายเลย เพราะคืนนี้เราจะไปนอนกันที่ม่อนฟ้าใส ที่พักน่ารักดี สวนสวย เจ้าของบริการเอง หลังจาก Check In เสร็จเราก็ออกมากินร้านอาหาร ตา-ยาย ร้านนี้มีตากับยายเป็นคนทำอาหารจริงๆ อร่อยใช้ได้ แต่แม่เราชมเค้าออกนอกหน้ามากๆ เพราะแม่ชอบยายทำอาหาร คุณยายทำอาหารแบบไม่ชิมเลย เพราะแกเป็นมังสวิรัต ใช้ประสพการณ์ล้วนๆ สองตายาย ร้านไม่มีคนเลยมีเราแค่โต๊ะเดียวเอง กินเสร็จก็ขับรถไปเวียนแถวๆหน้ามหาลัยราชภัฎเชียงรายซึ่งอยู่ตรงทางเข้าบ้านม่อนฟ้าใสนั่นเอง ไม่มีอะไรเลยก็เลยขับกลับที่พักแล้วก็นอนดีกว่า

วันที่สาม (15 พย 2549)
ABF ที่ม่อนฟ้าใส กันเองมาก เหมือนกินอยู่ที่บ้านเลย เจ้าของทำข้าวต้มกุ้ยให้กิน มีผัดผักบุ้ง ยำปลากระป๋อง แล้วก็ต้มยำ อร่อยดี ที่บอกกันเองเพราะมีแค่พวกเราเท่านั้นที่ไปพัก ไม่มีใครเลย มันเลยเหมือนบ้านเราเลย กินเสร็จก็ Check Out ออกจากที่นั่นเลย วันนี้มีโปรแกรมจะไปเที่ยวสวนพฤกษศาสตร์สิริกิต แล้วก็ไนท์ซาฟารี

เราขับออกจากม่อนฟ้าใสก็ตรงเข้าเมืองเชียงใหม่เพื่อ Check In เข้าที่พักกันก่อนเลย ระหว่างทางเราก็แวะกินกาแฟดอยช้างกันด้วย อร่อยดีนะกาแฟดอยช้างเนี่ย แล้วก็ขับกลับเข้าเมืองเชียงใหม่เลย เรา Check In ที่ สวนดอยเฮ้าส์ เป็น Hostel ที่น่ารักดี ต้นไม้เยอะดี เค้าจัดสวนจนแน่นสถานที่เลย ชอบอีกแล้ว สไตล์การตกแต่งก็น่ารักดีเหมือนบ้านสวนออกไปทางบาหลีๆ ใครไปเชียงใหม่ไปพักที่นี่ก็ใช้ได้นะ คืนนึงรวม VAT แล้วก็ตกประมาณพันบาท เราแวะ Check In กัน แล้วก็กินข้าวกลางวันกันที่นั่นเลย ในสวนดอยเฮ้าส์มีร้านอาหารเวียตนามน่ารักๆ อยู่กลางสวนเลย แต่ผมว่าอาหารเค้าไม่ค่อยอร่อยเท่าไร แต่บรรยากาศใช้ได้

จากนั้นก็ตรงไปสวนพฤกษศาสตร์สิริกิตเลย ที่นี่ต้นไม้เยอะและสวยมากๆ มีให้ดูเกือบทุกชนิดเลย ตั้งแต่ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ยักษ์ ไปจนต้นไม้ล้มลุกกระจิ๋วเดียว ผมก็เพิ่งเคยเห็นต้นเต่าร้างขนาดยักษ์มากๆ ครั้งแรกที่นี่เอง ไม่นึกว่าต้นเต่าร้างมันจะใหญ่ได้ขนาดนี้ ใหญ่จริงๆครับเท่ากับตึกสี่ห้าชั้นเลยนะ ที่บ้านผมก็ปลูกต้นเต่าร้างเหมือนกัน แต่ต้นสูงเลยเอวมานิดเดียวปลูกไว้ตั้งห้าปีแล้ว คิดดูแล้วกันว่าต้นใหญ่ขนาดนั้นมั้นจะปี ออกจากสวนพฤกษศาสตร์สิริกิต ก็ขับกลับมาเข้าตัวเมืองเชียงใหม่ มาเดินถนนนิมานเหมินทร์ ที่รวมงานศิลป์ ร้านแถวนี้ตกแต่งน่ารักมาก ออกจากถนนนิมมานห์ก็ขับไปยังไนท์ซาฟารีเลย ผมว่าเค้าทำได้ดีมากๆ ดีกว่าของเมืองนอกที่ผมเคยไปมาซะอีก มีสัตย์เยอะดี แล้วก็การนำเสนอเค้าก็ดี เราเที่ยวไนท์ซาฟารีกันจนหมดแรงเลย กว่าจะกลับมาถึงที่พักนี่ ก็ประมาณสี่ทุ่ม หมดแรงเลยนะเนี่ย

วันที่สี่ (16 พย 2549)
ตื่นเช้าเราก็ออกไปกินโจ๊กร้านสมเพชรกัน โจ๊กร้านนี้ขายดีมาก อยู่ข้างคูเมืองเชียงใหม่เลย โจ๊กอร่อยดี แต่ติ่มซำของเค้าไม่อร่อยเลย จากร้านโจ๊กสมเพชร ก็ขับไปทางหางดง เพราะเราจะไปเที่ยวบ้านถวายกัน ที่บ้านถวายนี่เป็นหมู่บ้านที่ท่านนายกคนก่อนทำให้บ้านหมู่บ้าน OTOP มีพวกเฟอร์นิเจอร์ขายเยอะมากๆ สวยๆทั้งนั้น ทำเป็นร้านๆ คล้ายๆของสวนลุมไนท์บาซาร์ นอกจากพวกเฟอร์นิเจอร์ก็มีของตกแต่งบ้านอื่นๆอีกเยอะแยะ วันนี้ถือไปไฮไลท์ ของทริปนี้เพราะเป็นวันที่เราจะไปงานพืชสวนโลกนั่นเอง

จากบ้านถวาย เราก็เสี่ยงขับรถเข้าไปในบริเวณงานพืชสวนโลกเลย ที่บอกว่าเสี่ยงขับเข้าไปเพราะได้ยินมาว่าเค้าไม่ให้เอารถเข้าไป ให้จอดไว้ในที่จอดรอบนอกๆ แล้วนั่งรถเมล์เข้าไป ผมขับไปจนถึงหน้าประตูแล้วยามก็บอกว่ามีที่จอดรถใกล้ๆทางเข้า ก็สรุปไปจอดที่ที่ยามบอกนั่นล่ะ เป็นที่จอดของเอกชนคิดค่าจอด 50 บาท แต่มันใกล้ประตูทางเข้าดี จอดเสร็จก็เดินอีกนิดเดียวก็เข้างานได้เลยไม่ต้องนั่งรถเมล์ต่อ

งานพืชสวนโลกนี่ใหญ่สมคำร่ำลือจริงๆ เดินไม่หมดหรอกครับถ้าไปวันเดียว ยิ่งไปกะแม่ด้วยนี่ แม่เดินไม่ไหวอยู่แล้ว เราก็เลยเลือกเดินเอาบางจุดที่น่าสนใจแล้วก็ใช้นั่งรถพ่วงที่ให้นั่งในบริเวณงาน เดินขาลากจริงๆ งานนี้ไม่ต้องกลัวแม่เมื่อย เพราะเมื่อยเมื่อไรก็เอาเก้าอี้ที่แบกไป ออกมากางให้แม่นั่งได้สบายเลย คนอิจฉาแม่กันใหญ่เพราะมีเก้าอี้นั่งส่วนตัว อิอิ

สวนที่นี่ไม่ค่อยงามเท่าสวนพฤกษศาสตร์สิริกิต หมายถึงไม้ไม่งามเท่านะ บางต้นดูเหี่ยวๆ หงอยๆ แต่ว่าต้นไม้ในงานนี่หลากหลายมาก มีต้นไม้แปลกๆให้ดูเยอะ ถือว่าโดยรวมจัดงานได้ดีมากๆ ถึงแม้ไม้จะไม่ค่อยงามมาก น่าจะเป็นเพราะอากาศมันช่างร้อนซะเหลือเกิน แต่ก็มีหลายส่วนที่ต้นไม้งามจริงๆ หอคำหลวงก็เป็นอีกจุดที่เป็นไฮไลท์ของงานนี้ หอคำหลวงนี่สุดยอดจริงๆ สวยมากๆ สถาปัตยกรรมสุดยอด

ช่วงค่ำนี่มีแสดงน้ำพุ เต้นระบำ แบ่งออกเป็นสามชุด ชุดที่ 1 กับ 2 นี่ เป็นระบำน้ำพุจริง แต่ชุดที่สาม เค้าเอาพระราชประวัติของในหลวงเรามาฉายแต่ไม่ยอมให้น้ำพุเต้นระบำ คนเลยลุกกันหมด เพราะว่าเหมือนเปิดวีดีโอให้ดู สรุปช่วงน้ำพุนั้นทำได้ไม่ดีเลย ในความคิดผมนะ ไม่น่าเอาพระราชประวัติของในหลวงมาฉายบนน้ำพุ เพราะเราดูกันมาทั้งวันแล้ว มันก็เลยเหมือนเยอะไป จริงๆนะ คนลุกไปกว่าครึ่งเลย

ช่วงก่อนกลับก็เดินผ่านร้านขายของที่ระลึกก็หมดกันไปหลายตังส์ ซื้อแก้ว mug กับเสื้อมาเป็นของที่ระทึกเก็บไว้ วันนี้ก็เป็นวันที่เหนื่อยอีกวัน หลับสนิทเลย

วันที่ห้า (17 พย 2549)
หลังจากตื่นเราก็ Check out ออกจากสวนดอยเฮ้าส์ แวะไปกินเย็นตาโฟร้านอะไรจำชื่อไม่ได้ รู้แต่ว่าไม่ค่อยอร่อยเท่าไร จากนั้นก็ขับไปตลาดต้นพยอม เพื่อซื้อของฝากก่อนกลับบ้าน ไม่มีอะไรมากวันนี้นอกจากไปซื้อไส้อั่ว น้ำพริกหนุ่ม แค๊บหมู ที่ตลาดต้นพยอมนั่นล่ะ ไปๆมาๆ ของที่จะหิ้วกลับกรุงเทพของพวกเราก็ถึงขั้นพะรุงพะรังเลย มันจะน้ำหนักเกินหรือป่าวฟระนี่ นี่ซื้อกันไม่ได้นึกเลยนะว่านั่งเครื่องบินมา ซื้อกันหนุกหนาน จนสุดท้ายต้องมานั่งปวดหัวว่าจะเอาของทั้งหมดขึ้นเครื่องบินยังงัยดีน้อ..

ก่อนที่เราจะไปสนามบินเราแวะเดินเซ็นทรัลแอร์พอร์ต กันเป็นการช้อปปิ้งส่งท้าย เสร็จจากนั้นก็ขับเอารถไปคืน AVIS ที่สนามบินนั่นล่ะ เอาของมากองรวมกันหน้าสนามบิน ดูแล้วหน้าใจหาย เพราะมันจะเอาขึ้นเครื่องได้ยังงัยกัน ข้าวของเต็มไปหมดใส่ถุงกระดาษบ้าง ถุงพลาสติกบ้าง พวกเราตัดสินใจไปซื้อลังกระดาษในที่ทำการไปรษณีย์ในสนามบินนั่นล่ะ ให้เค้าแพ็คของทั้งหมดใส่ลัง แล้วเอาไป Check in ขึ้นเครื่องน้ำหนักพอดิบพอดีสำหรับสี่คนเดินทางไม่ต้องเสียค่าน้ำหนักเกิน เรามาถึงกรุงเทพกันประมาณหกโมงเย็น เป็นอันจบทริปเชียงใหม่เชียงรายแต่เพียงเท่านี้เจ้าาาาาวววว