Home | DigiShot | Finger Dance | DigiBook | Watercolor Portfolio | Money Goes BZ | Resumé | Bout' Me

Day 5 Sapa (Sun 24 February, 2008)

ตื่นตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า ลงมากิน ABF ของโรงแรมซึ่งมีคูปองสำหรับสองคนสองใบเท่านั้น เราทั้งสี่เลยใช้คูปองทั้งสองใบนั้นในวันนี้เลย ส่วนพรุ่งนี้ก็หากินเอง เพราะได้ห้องที่รวมอาหารเช้าแค่ห้องเดียว ABF ของโรงแรมก็เหมือนกับโรงแรมที่ฮานอยนั่นล่ะ มีขนมปัง ไข่ กาแฟ ประมาณนี้ กินพออยู่รอดเฉยๆ

เรามารอที่หน้าโรงแรมตอนเก้าโมงตรงตามเวลาที่ David นัดเราเมื่อวานนี้ คนเยอะมากที่โรงแรมตอนเช้า มีชาวเขายืนเต็มไปหมด ผมก็งงๆ ว่าชาวเขามาทำอะไรกันที่หน้าโรงแรมตั้งมากมาย นึกว่ามาขายของให้นักท่องเที่ยว แต่ปล่าวหรอก จริงๆแล้วเค้ามาเป็นไกด์ในการเดินป่าให้กับนักท่องเที่ยวที่ซื้อทัวร์ หนึ่งในนั้นก็มีไกด์ของเราด้วย ไกด์เราชื่อ เหมยฟาง เป็นชาวเขา บ้านเธออยู่ที่หมู่บ้านตาฟินนั่นเอง

ผมนั่งรอรถหน้าโรงแรมตั้งแต่เก้าโมงเช้า นี่เก้าโมงครึ่งแล้วคนที่ว่าเยอะๆยืนกันหน้าโรงแรมตอนนี้หายไปหมดแล้ว เหลือกลุ่มเราเพียงพวกเดียว ผมเข้าไปถาม David ว่า ไหนว่าจะออกตอนเก้าโมงเช้าผมมายืนรอกันครึ่งชั่วโมงแล้วนะ David บอกว่าขอโทษที เค้ายังหารถไม่ได้เลย แล้วยังบอกอีกว่า มีคนเวียตอีกสี่คนนะ ขอไปรถเราด้วยเพราะรถหาไม่ได้เลย แล้วเขาจะลดให้เรา 7 $ ผมก็งงๆ แต่ก็เห็นใจคนเวียตอีกสี่คนที่อยากไปเที่ยวแต่หารถไม่ได้ ก็เลยบอก David ว่าไม่เป็นไร ให้เค้าไปด้วยก็ได้ แต่อย่าลืมคืนเงินตรูมาอีก 7 $ นะ


อย่างที่บอกมีชาวเขามายืนหน้าประตูโรงแรมเราเต็มไปหมด


นี่ก็เหมยฟาง ที่จะเป็นไกด์ให้กับพวกเราในวันนี้

รอแล้วรอเล่า จนสิบโมงกว่าๆ ก็ยังไม่มีรถ David เห็นผมเริ่มอารมณ์ไม่ดี รีบขี่มอเตอร์ไซด์เข้าไปในเมืองเพื่อหารถให้ เหมยฟางไกด์เราก็ได้แต่ปลอบใจพวกเราว่า วันอาทิตย์หารถยาก ส่วนใหญ่รถตู้จะไปเลาไกเพื่อไปรับนักท่องเที่ยวตอนเช้า รอไม่ถึงสิบนาที David ก็ขี่รถกลับมาพร้อมด้วยรถตู้ตามมาอีกหนึ่งคัน

ผมเห็นคนเวียตที่จะไปกับพวกเราทั้งสี่คนเดินไปคุยโล้งเล้งกับ David สักพัก แล้วเหมยฟางก็บอกเราว่า พวกเค้าไม่ไปกันแล้ว เพราะเวลาไม่ทันแล้วเค้าต้องนั่งรถกลับไปเลาไกตอนบ่ายโมง ก็เลยมีแต่พวกเราไปกันแค่สี่คนเท่านั้น ผมก็เลยไม่ได้เอาเงิน 7$ นั่นที่ David บอกว่าจะลดให้

ช่วงระหว่างที่รอรถตู้ ผมได้คุยกับเหมยฟาง เรื่อง Love Market เธอบอกผมว่าเมื่อวานมี Love Market นะ มีตอนสี่ทุ่ม อ้าวผมก็เลยเหวอเลย ว่าทำไมคนที่ร้านกาแฟบอกผมว่า Evening ล่ะ ถ้าสี่ทุ่มนี่มัน Night Time แล้วนะ สรุปพวกเราก็ไม่ได้ดู Love Market เพราะความปากหนักของผมที่ไม่ถามว่ากี่โมงกันแน่ เหมยฟางบอกว่า เมื่อคืนเค้าก็มาเดิน Love Market มีดนตรีเล่นด้วย ผมเลยแซวเธอไปว่า ไม่ใช่เดินเล่นมั้ง แอบมาหาหนุ่มๆรึป่าว อิอิ เธอหัวเราะใหญ่..


เย้...ได้รถตู้แล้ว หลังจากรอตั้งนาน

วันนี้อย่างที่บอก เราจะเที่ยวกันสองที่คือช่วงเช้าจะไปที่หมู่บ้านตาฟิน แล้วช่วงบ่ายเหมยฟางจะพาเราเดินจากหมู่บ้านลาวไช (Lao Chai) ไปหมู่บ้านตาวัน (Ta Van) รถออกจากโรงแรมไม่ถึงสิบนาทีก็ถึงหมู่บ้านตาฟินแล้ว ห่างกันแค่ 8 กิโลเท่านั้นเอง วันนี้ทัศนวิสัยอากาศไม่เป็นใจเลย หมอกลงจัดมาก เดินห่างกันแค่สิบเมตรก็มองไม่เห็นแล้ว

เหมยฟางพาพวกเราเข้าไปดูในบ้านเค้าด้วย เค้าก็เล่าว่าบ้านเค้ามีห้องครัวตั้งสามห้องนะ ห้องนึงไว้ปรุงอาหารตอนหน้าหนาว อีกห้องนึงไว้ปรุงอาหารหน้าร้อน อีกห้องนึงไว้ปรุงอาหารสำหรับหมู ผมก็งงๆ นะว่าทำไมมันต้องมีถึงสามห้องด้วย ห้องเดียวไม่ได้หรอ เค้าก็บอกก็หน้าหนาวลมมันแรง ครัวอีกด้านมันนั่งแล้วจะหนาวกว่า ส่วนครัวที่ทำอาหารสำหรับหมูก็ไม่น่าจะรวมกับครัวทำอาหารคนจิงมะ ผมก็เลยพยักหน้างึกๆ..


รถมาจอดบริเวณหน้าหมู่บ้าน พวกเราก็ออกเดินสู่หมู่บ้านตาฟินกัน เดินตามเหมยฟางนั่นล่ะ


ทางเข้าหมู่บ้านตาฟิน หมอกลงจัดเลย


บรรยากาศในตัวหมู่บ้าน


เค้านั่งทำงานฝีมือกันเป็นหมู่เลย เย็บผ้าพื้นเมืองนั่นล่ะ

เดินเล่นในหมู่บ้านตาฟินประมาณสองชั่วโมง เดินไปเจอถ้ำอันนึงที่เด็กๆ จะมาชวนให้เข้าไปโดยใช้ไฟฉายของพวกเขา จะเอาเงินเรานั่นล่ะว่างั้นเหอะ แต่ในถ้ำไม่มีอะไรเลยมืดๆ เลยไม่ได้เดินเข้าไป เหมยฟางบอกว่า ถ้ำนี้ลึกมากนะ ไม่เคยมีใครเดินจนสุดทางถ้ำมากก่อน มีคนเคยเข้าไปมากสุดเดิน 5-6 ชั่วโมงก็ต้องออกมาเพราะไม่มีอากาศหายใจ ผมก็เลยถามเธอว่า อยากดังป่ะ ชวนเธอเดินให้สุดทางถ้ำเธอจะได้ลง Guinness World Record เลยนะ เธอทำหน้างงๆว่าไอ้ Guinness ที่ผมว่ามันคืออะไร… แป่ววว เดินเสร็จก็นั่งรถกลับโรงแรมเพื่อมากินข้าวเที่ยง และรอไปเดิน Trekking อีกทีตอนบ่ายสอง


ช่วงที่รอตอนพักกินข้าวเที่ยงเราก็ออกมาเดินถ่ายรูปเล่นในตัวเมือง
วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์พอดี เลยมีม้งดำ เข้าเมืองมาเดินซื้อของเต็มไปหมดเลยครับ


เห็นมั้ยชาวเขาเค้าเข้ามาเดินซื้อของกันดำพรื้ดดดด


มีขายอ้อยด้วย แต่ไม่ได้ลองซื้อกิน เพราะดูมันแข็งๆ


นี่ก็บรรยากาศเมืองซาปาในวันอาทิตย์ ม้งดำเยอะจริงๆ


รูปนี้อารมณ์ประมาณ ปาปารัสซี่ เลย


เดินกันม่วนทั้งเมือง


เด็กเล่นว่าว


อย่างที่บอก วันนี้หมอกลงจัดมากๆเลย

คราวนี้บ่ายสองตรงแป๊ะรถมารอพวกเราที่หน้าโรงแรมเลย พวกเรานั่งรถไปลงที่หมู่บ้านลาวไช แล้วเหมยฟางก็พาเราเดินขึ้นเขาลงห้วยจากที่นั่นไปสู่หมู่บ้านตาวัน ระหว่างทางที่เดินสวยมากๆ เห็นนาขั้นบันไดที่เป็นที่ขึ้นชื่อของเมืองซาปา สวยสุดลูกหูลูกตาเลย แต่มาหน้านี้เค้าเก็บเกี่ยวไปหมดแล้ว นาขั้นบันไดที่เราเห็นก็เลยไม่มีสีเขียวให้เราเห็น แต่ก็ได้อรรถรสไปอีกแบบ โชคดีที่ตอนบ่ายหมอกไม่ลงมากนักเราก็เลยพอเห็นทิวทัศน์ระหว่างเดิน


นี่ล่ะทางช่วงแรกๆที่เราเดินกัน โคลนโคตรเยอะ

เหมยฟางบอกว่าหมู่บ้านตาวันนี้มีชาวเขาอยู่ด้วยกันสามเผ่าเลยนะ พูดคนละภาษา วัฒนธรรมการแต่งกายก็แตกต่างกัน ทำให้ค่อนข้างห่างกัน เพราะพูดกันไม่รู้เรื่อง

ระยะทางที่เราเดิน Trekking กันจากเลาไชไปตาวัน ก็ประมาณ 4 กิโลเมตร ดูไม่ไกลแต่เหนื่อยเพราะเดินบนเขา และอากาศก็บางกว่าปรกติ ตอนเดินผ่านบ้านหลังนึงได้กลิ่นขึ้หมูรุนแรงมาก ผมให้ไปบอกเหมยฟางว่า แถวนี้หอมจังเลยนะ เหมยฟางเลยบอกว่า นี่ล่ะกลิ่นช็อกโกแลตชาวเขา ตลกดี พูดยังไม่ทันขาดคำ เท้าผมก็จมลงไปในกองขี้ความกองเบ่อเริ่ม เปรอะถึงขากางเกงเลย จริงๆตั้งใจจะใส่กางเกงตัวนี้ทั้งแปดวันที่อยู่ในเวียตนามเลย คงเป็นไปไม่ได้ซะแล้ว อิอิ


นี่ก็บรรยากาศระหว่างทางเดินจากเลาไช ไปตาวัน นาขั้นบันไดแบบนี้จะสวยช่วงหน้าฝน เพราะมันจะเขียวจัดเลยล่ะ


นี่ก็ด้วย ช่วงที่พวกเราไปนาถูกเก็บเกี่ยวไปหมดแล้ว เหลือแต่ขั้นบันไดโล่งๆให้เราเห็น


มีสะพานแขวนให้เดินเสียวเล่นๆ ด้วย สวยดี


บางช่วงก็ต้องเดินข้ามลำธารเล็กๆแบบนี้


ชาวบ้านนิยมปลูกผักไว้ที่หลังบ้านตัวเอง


บรรยากาศหมู่บ้าน ก็จะเห็นบ้านไม้แบบนี้ตลอดทาง


นี่ก็มาหยุดถ่ายกับป้ายที่บอกว่าเป็นถนนระหว่างตาวันกะเลาไช
รอบบ่ายไกด์เราเปลี่ยนจากชุดชาวเขา มาเป็นชุดสากลๆเหมือนพวกเราเลย


เด็กๆที่นี่ขยันเดินตามเราจริงๆนะ


ควายๆๆ ขนยาวเชียว

เราเดินจนไปถึงหมู่บ้านตาวันก็สี่โมงเย็นพอดี เหมยฟางก็พาเรานั่งรถกลับแล้วพวกเราก็เลยขอลงตรง Square เพื่อไปเดิน Shopping ท่ามกลางสายหมอกต่อ เดินเล่นในเมืองได้ซื้อ Toaster ซึ่งเป็นงาน Handmade เย็บด้วยมือสีสดสวยมาก ผมซื้อมาสี่อัน สนนราคาก็ 85,000 ดอง แล้วก็ซื้อปลอกหมอนผ้าไหมเย็บลายสีสบายตามาอีก 2 อัน เค้าคิด 10$ ส่วนลูกลิงได้กระโปรงเย็บมือมาอีก 1 ตัว ราคา 65,000 ดอง


ร้านนี้ล่ะที่เราซื้อของกัน

เดินเล่นกันจนเมื่อยก็มานั่งพักกินกาแฟร้านเดิม นั่งจนถึงหกโมงเย็น พวกเราก็ตกลงกันว่ามื้อนี้ไม่กินในโรงแรมแล้วนะ เบื่อมาก ไปหา Hot Pot กินกันดีกว่า ที่ทำการบ้านมามีคนมากิน Hot Pot ที่นี่บอกว่าอร่อยมาก ราคาไม่แพง ชื่อร้าน Sapa Smile อยู่ในเมืองนั่นล่ะ พวกเราถามคนที่ร้านกาแฟให้บอกทาง เดินไม่ถึงห้านาทีก็ถึงร้านนี้แล้วครับ


นี่ก็เป็นร้านกาแฟที่ผมพูดถึง อยู่ทางขึ้นโรงแรมเราเลย

เราสั่ง Hot Pot มากินด้วยสนนราคาสิริรวม 232,000 ดอง หม้อเบ่อเริ่ม กินจนพุงออก เป็น Hot Pot หมู+ไก่ น้ำซุปเค้าจะใส่หอมใหญ่ ขิงสด แล้วก็เต้าหู้ก้อนโต ก็อร่อยดี ได้ลองกินเบียร์เลาไกด้วย โคตรจืดเลย อ่านดูข้างขวดเห็นเขียนว่าแอลกอฮอล์ 3.5% ถึงว่าทำไมมันจื๊ดจืด ร้านอาหารนี้เปิดเพลงไทยให้ฟังด้วยนะ สงสัยจะมีคนไทยไปอุดหนุนเยอะ กินเสร็จผมยังเล่นกลไพ่ให้พวกคนที่ร้านเค้าดูกันเลย เค้างงกันใหญ่ อิอิ กว่าจะเดินกลับถึงโรงแรมก็สามทุ่มพอดี พรุ่งนี้กะจะตื่นสายๆ เพราะเราจะไปเดินหมู่บ้านแคทแคท ที่เดียว


Hot Pot อร่อยดีคร้าบบ เส้นมาม่าอร่อยมาก


นี่ครับจุ่มแซ่บแม้ว..อร่อยดีจริงๆ


นี่ล่ะหมอกเยอะสุดๆ ถ่ายระหว่างเดินลงจากเขาไปร้าน ซาปาสไมล์นี่ล่ะ

กลับไปวันที่สี่