Home | DigiShot | Finger Dance | DigiBook | Watercolor Portfolio | Money Goes BZ | Resumé | Bout' Me

Day 3 Hanoi - Sapa (Fri 22 February, 2008)

กว่าจะตื่นปาเข้าไปแปดโมงกว่าๆ ลงมากินข้าวเช้าที่โรงแรมแล้วกลับขึ้นไป Pack กระเป๋าเพื่อจะคืนห้อง เพราะวันนี้เราจะไปซาปาแล้วต้องนอนกันบนรถไฟ ทิมมี่บอกเราว่าตั๋วที่เราสั่งไว้จะได้ตอนเย็นๆ วันนี้เราก็เลยเดินเที่ยวฮานอยอีกวัน เราวางแผนกันว่าวันนี้เราจะไปดูพิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์กัน ห่างจากโรงแรมเราแค่สองกิโลกว่าๆ เราก็เลยเดินกันไป ชมเมืองไปด้วย เราเดินไปถึงปรากฏว่ามันยังไม่เปิดให้เข้า ก็หันไปถามร้านขายของที่ระลึกว่ามันจะเปิดกี่โมง คนขายก็บอกว่าเปิดบ่ายสอง เราก็เลยเดินเล่นแถวนั้นเพื่อหาข้าวกลางวันกินกันก่อน เดินไปเจอร้านขายบะหมี่หมูแดง (คิดเอาเองว่ามันคงเป็นเนื้อหมู ไม่ใช่เนื้อน้องหมา) ก็เลยนั่งกินกันร้านนี้ สั่งบะหมี่มาคนละชามรสชาดแปลกๆ ไม่เหมือนหมูแดงที่เรากินกันตั้งแต่เด็ก น้ำซุปก็แปลกๆอีก ผมซัดจนเกลี้ยงไม่ใช่อร่อยนะ แต่เพราะมันหิวจะแย่แล้ว นอกนั้นพวกเราไม่มีใครกินหมดชามเหมือนผมเลย บะหมี่เค้าชามละ 20,000 ดอง หรือประมาณ 50 บาทต่อชาม แพงอยู่เหมือนกันไม่รู้คนเวียตกินเค้าจะคิดราคาเท่าเรากินหรือป่าวเนี่ย แต่ขอบอกหมูแดงบ้านเราอร่อยกว่าโข หมูแดงเค้าเหนียว เคี้ยวเมื่อยเลย


ระหว่างทางเดินไปพิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ผ่านร้านขายสติ๊กเกอร์ และของที่ระลึก


นี่ก็ร้านขายบ๊วย อร่อยดีซื้อกลับมาด้วย


เดินผ่านตลาดดองซวน รูปถ่ายร้านค้าภายในตลาดขายของถูกกว่าข้างนอก


นี่ก็บรรยากาศอาคารตลาดดองซวน


ร้านขายรองเท้าระหว่างทางไปพิพิธภัณฑ์ แล้วก็ร้านขายแป้งห่อหมูทอด คล้ายๆกะหรี่ปั๊บ แต่เธอบอกเราว่าชิ้นละ 20,000 ดอง เราเลยไม่กินดีกว่า

เราตกลงไปเที่ยวหอวรรณกรรมก่อน ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลพิพิธภัณฑ์โอจิมินห์นัก ค่าเข้าชมคนละ 5,000 ดอง เดินเล่นกันจนถึงบ่ายสามโมง ก็เดินกลับไปพิพิธภัณฑ์โอจิมินห์ ปรากฏว่ามันก็ยังไม่เปิดอีก เราก็หันไปถามคนขายของที่ระลึกว่าทำไมยังไม่เปิด มันก็บอกเราว่า ออ..จริงๆมันเปิดบ่ายสองแต่วันนี้เป็นวันศุกร์มันปิดทั้งวัน อ้าว เวรเจงๆ แล้วเมื่อเช้าทำไมไม่บอกให้หมดว่ะว่าวันนี้มันไม่เปิด เห้ออ มันกวนติงซะเจงๆ เซ็งเป็ดเลย อุตส่าห์เดินมาตั้งไกล



แผงขายหนังสือ และเรามาหยุดถ่ายรูปกันที่หน้าสุสานลุงโฮ


ข้างๆกำแพงหอวรรณกรรม มีคนวาดอักษรจีนขาย


นี่ก็บรรยากาศทางเข้าหอวรรณกรรม


ลูกลิงยืนเก็ก ภายในหอวรรณกรรม

พวกเราก็เลยต้องเดินกลับ แต่ก่อนกลับก็เดินไป West Lake ใกล้ๆพิพิธภัณฑ์โอจิมินห์นั่นล่ะ มีร้านกาแฟน่านั่งอยู่พอดี เราสั่งกาแฟกับไอติมมากกินกันเล่นๆ ที่นั่งร้านเค้ามีชั้นสองทำเป็น Roof Top แบบ Open Air นั่งชิวๆ ก็สวยดี มองเห็นทะเลสาปด้วย แต่ค่าไอติมแพงซิกเป๋ง สิริรวมก็ 148,000 ดอง แพงกว่าข้าวกลางวันของพวกเราซะอีกแน่ะ


ร้านกาแฟที่บอกนั่นล่ะ ดูทันสมัยดี


ที่นั่งบนร้านกาแฟ มองลงมาเห็น Lake แล้วก็เรือถืบที่จอดให้เช่าอยู่


บนดาดฟ้าร้านกาแฟ นั่งพักเหนื่อยกัน กินไอศครีมผลไม้รสชาดอร่อยใช้ได้

เดินกลับมาถึงหน้าโรงแรมก็ห้าโมงเย็นพอดี พวกเราไม่มีห้องให้อาบน้ำแล้วเพราะคืนห้อง Check Out ไปเรียบร้อยตั้งแต่เมื่อเช้า เราได้แต่ล้างหน้าในห้องน้ำด้านหน้าของโรงแรม แล้วก็ออกไปเดินตลาดเพื่อซื้อรองเท้าแตะใส่กัน เพราะคิดว่าคงจะได้ใช้ตอนไปซาปา เค้าว่ากันว่าโคลนเยอะ รองเท้าจะเละหมด เอารองท้องแตะไปดีกว่า

รอบรถไฟที่ทิมมี่มันจองให้เรานั้น เป็นรอบสุดท้ายของวันนี้คือเที่ยวห้าทุ่ม มันทำไมจองให้เราดึกจังฟระนี่ เรานั่งรอ แปรงฟันให้เรียบร้อยที่โรงแรม แล้วเรียกแท็กซี่ไปส่งที่สถานีรถไฟตอนสามทุ่ม ค่าแท็กซี่ไปมันคิดเหมาทั้งหมด 40,000 ดอง (มิเตอร์มันขึ้นแค่ 17,000 ดองเอง แต่เอาเถอะขี้เกียจจะไปทะเลาะ) รถไฟขาไปซาปาของพวกเราเป็นตู้ของรัฐบาล LC7 ตู้ก็จะเป็นตู้ธรรมดาไม่ได้ตกแต่งสวยงามเหมือนตู้ของบริษัทเอกชน แต่ขอเตียงเป็น Soft Sleep ก็พอแล้ว

เราไปถึงสถานีรถไฟตอนสามทุ่มครึ่ง ก่อนเวลาจึงต้องไปยืนรอ เพราะไม่มีที่ให้นั่งเลย คนเยอะมาก สถานีก็สกปรกมากด้วย คล้ายๆของอินเดียเลย ขยะเต็มพื้น มืดๆ ตามพื้นเต็มไปด้วยเปลือกถั่ว


บรรยากาศหน้าสถานีรถไฟ คนเยอะดี เหมือนที่อินเดียเลย

พอรถไฟเที่ยวสี่ทุ่มออก คนในสถานีก็เริ่มน้อยลง เราก็เลยได้ที่นั่งรอ ระหว่างนั่งรอมีคนเวียตยืนทะเลาะกันเสียงดังมาก ผู้ชายถอดหมวกกะแว่นแล้วเขวี้ยงลงพื้นอย่างแรง ผมตกใจเลย อะไรจะใส่อารมณ์ขนาดน้านน คิดอยู่ในใจว่า โธ่ไม่แน่จริงนี่ว่าขว้างแว่นตา แน่จิงขว้างมือถือที่ตัวเองถืออยู่ดิฟระ อิอิ ยังคิดไม่ทันเสร็จ ผู้ชายคนนั้นมันก็เอาโทรศัพท์มันเขวี้ยงพื้นเลย เหมือนสั่งได้ 555 เออ มันเอาจิงเฟ้ย..


นี่ก็ที่นั่งรอภายในสถานี หลังจากรถไฟเที่ยวสี่ทุ่มออกไป ก้อมีที่ให้สำหรับให้พวกเรานั่งรอ
สังเกตุดูที่พื้นสิ โคตรสกปรกเลยนะ

พอประมาณสี่ทุ่มครึ่งพี่เล็กก็บอกว่าลองไปดูซิว่าน่าจะขึ้นรถไฟได้แล้วนะ เดินไปดูตรงทางเข้า เค้าให้เดินขึ้นได้แล้ว จริงๆ รถไฟที่นี่ เคยมีคนเตือนมาหลายคนว่า ถือตั๋วให้ดีดี มีคนชอบวิ่งราวเอาตั๋วไปขายต่อด้วย แล้วก็มีคนจะพยายามมาช่วยเหลือเราพาเราไปขึ้นตู้ตามตั๋วเราแล้วก็เรียกเอาเงิน จริงๆขึ้นรถไฟที่นี่ไม่มีอะไรซับซ้อนไปกว่ารถไฟอินเดียแล้ว ง่ายจริงๆ เดินออกไปจากประตูก็มีป้ายบอกว่า LC7 ต้องไปขึ้นรถไฟที่จอดรอที่ Platform ไหน เราก็เดินไปที่ Platform นั้น ที่ตั๋วเราก็จะมีเลขตู้ (Coach Number) บอกเลยว่า เป็นตู้เลขที่เท่าไร เราก็เดินไปขึ้นตู้เลขนั้น จากนั้นก็จะมีเลขเตียงในตั๋วเราก็เดินไปที่เตียงเลขที่นั้นๆ รถไฟที่นี่จอดนานมีเวลาให้หาตู้ของเราไม่ยากเย็นนัก ไม่เหมือนอินเดียตอนนั้นที่ไปแทบจะต้องกระโดดขึ้นรถไฟเลย มันจอดแป๊บเดียวจริงๆ ยังไม่ทันเห็นเลยว่าเลขตู้มันเขียนไว้ตรงไหน.. น่าระทึกใจเป็นที่สุด

รถไฟของเรา จอดอยู่ที่ Platform 5 มีคนวิ่งตั๋วอย่างที่หลายๆคนเล่าจริงๆ พยายามจะมาเอาตั๋วจากเรา ช่วยเราเพื่อหวังเอาเงินเล็กๆน้อยๆ ที่ตู้นอนของเรามีแค่สี่เตียงเท่านั้น แต่เป็นห้องพัดลม ผมก็ว่าไม่จำเป็นต้องมีแอร์หรอกถ้ามาหน้านี้ หนาวออกอย่างนี้ แค่เปิดพัดลมก็สั่นแล้ว เตียงของเราเป็น Soft Sleep จริงๆ ทิมมี่ไม่ได้หลอกเรา เตียงหนากว่าตู้อื่น แต่หมอนกะผ้าห่มที่ให้กลิ่นตุๆมากๆ ห่มแล้วฝันร้ายเลย


นี่ก็เป็นภายในตู้นอนของพวกเรา สังเกตุเห็นว่า เบาะรองนอนสีแดงมันจะหนาเพราะเป็นแบบ Soft Sleep

 

กลับไปวันที่สอง