Home | DigiShot | Finger Dance | DigiBook | Watercolor Portfolio | Money Goes BZ | Resumé | Bout' Me

Day 1 Bangkok – Hanoi (Wed 20 February, 2008)

แอร์เอเชีย มักจะมีตั๋วฟรีอยู่บ่อยๆ แต่ต้องจองล่วงหน้าประมาณเดือนกว่าๆ ราคาตั๋วไปกลับ กรุงเทพ ฮานอยแบบฟรีที่มีค่าภาษีและอื่นๆรวมเบ็ดเสร็จตกคนละสามพันกว่าๆเอง ถูกเนอะ ก่อนมาเวียตนามก็อ่านจากเว็บไซต์แล้วก็จากที่หลายคนมาเขียนเอาไว้ว่าระวังนะ จะถูกคนเวียตโกง จนออกไปทางระแวงทัวร์ว่าเห้ยอะไรมันจะขี้โกงขนาดนี้ จริงๆคนที่นั่นเค้าก็เป็นเหมือนอย่างที่อ่านมาจริงๆ แต่ก็เพราะเค้าต้องต่อสู้เพื่อโอกาสทางสังคม รวมทั้งประเทศเค้าผ่านสงครามมาจนไม่ค่อยจะเห็นรอยยิ้มบนหน้าคนเวียตเสียเท่าไร ถ้าไปให้เค้าหลอกบ้างนิดๆหน่อยๆ อย่าไปคิดมากมันก็จะเที่ยวได้อย่างสบายใจ

พวกเราไปถึงสนามบินตีห้าครึ่งพอดี แวะซื้อน้ำหอมตามสั่งใน Duty Free ให้เชอร์รี่ก่อน แล้วก็ฝากไว้ที่ Airport ค่อยมาเอาตอนกลับมากรุงเทพ จะได้ไม่ต้องถือไปตลอดทาง เครื่องบินเราออกจากกรุงเทพเวลาหกโมงกว่าๆ ใช้เวลาบินประมาณชั่วโมงครึ่งก็ถึงฮานอย อากาศวันที่ไปค่อยข้างหนาวเลย 13 องศาเองนะ เราแวะแรกเงินดองกันก่อนที่สนามบิน (ด้วย rate 1 US$ = 15949 ดอง ถ้าเป็นเงินไทยก็ 1Baht = 420 ดอง) ผมเอาเงินดอลแรกไปเพราะได้ rate ดีกว่าเงินบาท แลกไปก่อน 250 US$

ออกจากสนามบินก็มาขึ้นรถเมล์สาย 17 (อ่านจาก Lonely Planet เอาว่ามีรถสองสายเข้าเมือง คือสาย 7 กับสาย 17) ค่ารถเมล์ก็ถูกจริงๆเลยครับแค่คนละ 5000 ดอง ก็ประมาณ 10 บาทเท่านั้นซึ่งจากสนามบิน ถึง Old Quarter นี่ห่างกันสามสิบกว่ากิโลเลยนะ เมืองฮานอยย่านที่เค้าฮิตๆกันที่ต้องไปพักก็คือย่าน โฝโก่ว หรือเรียกเป็นภาษาปะกิตว่า Old Quarter ย่านนี้เป็นย่านนักท่องเที่ยว เปรียบเทียบก็ประมาณถนนข้าวสารบ้านเรานั่นล่ะ ผมนั่งรถสาย 17 มาจากสนามบิน แต่สายนี้มันจะมาไม่ถึง Old Quarter ซะทีเดียว ต้องต่อมอเตอร์ไซด์หรือแท็กซี่เข้าไปอีกนิดนึง ผมบอกกระเป๋าว่า โฝโก่ว กระเป๋ารถเมล์ก็เข้าใจทันที แล้วก็มาสะกิดให้ผมลงตอนรถเมล์ข้ามสะพานอันนึงซึ่งคล้ายๆสะพานพุทธ มีหลายคนเขียนว่าหลังจากที่รถเมล์ผ่านสะพานสีแดงให้ลงจากรถเมล์แล้วต่อรถแท็กซี่เข้าเมือง ผมมองสะพานอันนั้นที่เพิ่งผ่านมา มันไม่ใช่สะพานสีแดงนะ สะพานมันสีเทาๆ เป็นเหล็กคล้ายสะพานพุทธบ้านเรานั่นล่ะ แต่มีรั้วเหล็กเล็กๆทาสีแดงสลับขาว ถ้าใครไปก็อย่าสับสนนะ แต่ที่แน่ๆ ให้กระเป๋ารถเมล์สะกิดชัวร์สุด

ลงจากรถเมล์นี่พวกคนขับมอร์เตอร์ไซด์มาลุมเราเหมือนตอนไปอินเดีย แล้วก็ส่งภาษาโล้งเล้ง ผมยืนหายใจอยู่พักนึง อยากจะบอกพวกมันจริงๆว่า อย่ามายุ่งกะตู..ห้วย เดี๋ยวมีเคืองนะ เหลือบไปเห็นสาวเวียตหน้าสวยสองคนยืนอยู่แถวๆนั้นเลยเดินเข้าไปอ้อน เอ้ยขอความช่วยเหลือเลย เค้าช่วยเรียกรถแท็กซี่ให้ เค้าบอกว่าเข้าเมืองนี่ค่าแท็กซี่ประมาณ 15000 ดอง นะ แต่หลังจากเรียกแท็กซี่ปุ๊บ แท็กซี่บอกว่าไม่เปิดมิเตอร์นะ คิดเหมาเลย 40000 ดอง แล้วพวกแมงกะไซด์ก็มาลุมออกแนวว่าสาวคนที่ช่วยเรียกแท็กซี่ให้ เดาเอาว่ามันคงบอกประมาณทำไมไปช่วยคนชาติอื่นไม่ช่วยคนเวียตเหมือนกัน สุดท้ายสาวสวยคงกลัวหันมาบอกผมว่านั่งไปเลยเค้าคิด 40000 ดอง ผมก็เอาว่ะ สี่หมื่นก็สี่หมื่นขี้เกียจเสียเวลาแล้ว กระเป๋าเป้ก็โคตรจะหนักเล้ย

มาถึง Old Quarter ก็ประมาณสิบโมงเช้า จริงๆไอ้ตรงที่ลงรถเมล์กับ Old Quarter มันไม่ไกลกันเท่าไรเลยนะ แค่ห้านาทีก็ถึงแล้ว ถึงว่าพวกแมงกะไซด์มันบอกถ้าไม่นั่งรถมันก็เดินไปดิ นึกว่ามันประชดซะอีก ที่ไหนได้ถ้าจะเดินมันก็เดินไหวอยู่ถ้าไม่แบกเป้นะ ฮานอยนี่สุดยอดแห่งความวุ่นวายเลย แมงกะไซด์วิ่งกันเต็มถนน พวกเราไปยืนงงสักพักหลังจากลงจากแท็กซี่ แล้วก็เริ่มเดินหาโรงแรมกัน เพราะไม่ได้จองมาก่อน แวะโรงแรมแรก Prince Hotel คิด 18 US$ ต่อคืน เราก็เลยเดินหาต่อเพราะที่อ่านมาเค้าหาที่นอนกันได้คืนละ 12 US$ เองนี่หว่า สุดท้ายมาจบเอาที่โรงแรม Ocean Star II เพราะ ทิมมี่ ผู้จัดการโรงแรม เปิดการขายอย่างฉะฉาน ควักเอาสมุดเล่มนึงขึ้นมาแล้วบอก ยูดูสิ คนไทยที่เคยมาพักเขียนชมโรงแรมไอไว้เป็นเล่มเลย ผมเปิดอ่านดูก็เป็นลายมือคนไทยเขียนชมโรงแรมนี้ไว้จริงๆ (จริงหรื่อป่าวไม่รู้) แต่มันปิดการขายพวกเราได้จากสมุดเล่มนั้นนั่นล่ะที่ราคาห้องละ 15 US$

ผมถาม ทิมมี่ว่า มีตั๋วรถไฟไปซาปา (Sa Pa) ป่าว ราคาเท่าไรเช็คให้หน่อย ทิมมี่ยกหูโทรส่งภาษาเวียตสักพักก็ได้ความว่ามีตั๋วไปกลับราคาคนละ 46 US$ จากที่เราทำการบ้านมาราคาตั๋วที่คนไทยเค้าซื้อกันมันประมาณ 40 US$ นี่หว่า พวกเราก็เลยบอกช้าก่อนทิมมี่ เดี๋ยวให้ไอไปตัดสินใจก่อน เรา Check-In เอาของเก็บเสร็จก็ออกท่องฮานอย เพื่อไปหา Tour Operator เพื่อจะถามตั๋วรถไฟก่อนเลย เพราะเราจะไปวันศุกร์นี้แล้วได้รู้มาว่าตั๋วมันชอบเต็มตอนช่วง Weekend น่ะ เดินไปถาม Sinh Caf?’ ชื่อดังเค้าบอกมีตั๋วไปกลับราคา 44 US$ (เรื่องรายละเอียดรถไฟ เวลาจองเค้าแนะนำให้จองตู้นอน Soft Sleep Cabin ที่มีแค่ 4 เตียงจะดีกว่า คือไอ้ Solf Sleep เนี่ย ที่นอนจะหนานุ่มกว่าพวก Hard Sleep นอนแล้วสบายกว่าไม่เป็นริดสีดวงแน่นอน) ผมยังงงๆตัวเองเลยว่าทำไมไม่ซื้อตั๋วจาก Sinh Caf?’ แต่กลับไปซื้อของทิมมี่ สงสัยจะหลงคารมมัน ทิมมี่บอกว่าตั๋วรถไฟที่มันจะจองให้ขากลับนี่เป็นตู้แบบ Superior เลยนะ Cabin บุไม้ตกแต่งสวยงามสุดๆ ผมก็เลยเอาว่ะ มันคงไม่กล้าหลอกเราหรอก เพราะมันบอกว่า “ถ้าไอหลอกยูนะ ยูเอาชื่อโรงแรมไอไปโพสด่าในอินเตอร์เน็ตแค่นี้ ไอก็เจ้งแล้ว ไออยากทำธุรกิจแบบยั่งยืนไม่เอาฉาบฉวย” คงเป็นเพราะอันนี้ล่ะ ผมก็เลยเลือกซื้อตั๋วกะทิมมี่ที่ราคาต่อคนแพงกว่าเอเจนซี่คนอื่น พวกเราเดินออกไปซื้อทัวร์ไปฮาลองเบย์แบบ One Day Trip กับ TNK Operator ด้วยเพราะกลัวจะผูกขาดกะทิมมี่แต่เพียงผู้เดียว ด้วยสนนราคาหัวละ 20 US$ แพงกว่าที่ผมทำการบ้านมาอีกแล้ว แต่ว่าหน้าตาออฟฟิตของ TNK มันดูน่าเชื่อถือสุดๆ เลยเลือกอันนี้ดีกว่า เห็นคนอื่นๆเค้าไป ฮาลองเบย์ กันแค่คนละ 18 US$ เอง แพงอีกแล้วเรา

พวกเราเดินเล่นใน Old Quarter แล้วก็ทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม หรือทะเลสาบคืนดาบ แล้วก็วัดหงอกเซิน ลูกลิงบอกว่าวันนี้เราน่าจะไปกินร้าน SEN นะ เป็นร้านอาหารที่เค้าว่ากันว่าต้องไปกินเป็นบุฟเฟ่ต์ เราก็เลยตกลงจะไปร้าน SEN กัน โดยนั่ง Taxi Meter ไป นั่งไปไกลเหมือนกันเพราะร้านอยู่แถวๆ West Lake ซึ่งห่างจาก Old Quarter พอสมควร ค่าแท็กซี่นี่ปาเข้าไป 87,000 ดอง เราไปถึงร้าน SEN ก่อนร้านเปิดเลยต้องนั่งรอ ค่าบุฟเฟ่ต์หัวละ 130,000 ดอง สิริรวมค่าโน่นค่านี่ค่าน้ำ ก็ปาเข้าไปทั้งสิ้นสี่คน 595,000 ดอง กินทีเดียวครึ่งล้านเลยนะเนี่ย ผมว่าอาหารที่นี่มันไม่ค่อยอร่อยเลย ไม่ต้องมากินที่นี่ก็ได้ถ้าใครมาฮานอย เพราะมันเหมือนอาหารเวียตนามแบบไม่ใช่ Original เป็นอาหารเวียตนามที่ทำแบบเพื่อนักท่องเที่ยวหรือป่าวก็ไม่รู้ มันรู้สึกไม่เข้าถึงเวียตนามจริงๆ ไม่เหมือนกินเฝ๋อข้างทางเลย ขากลับนั่งแท็กซี่กลับมิเตอร์ขึ้นแค่ 59,000 ดอง ไม่เท่าตอนขามา รถแท็กซี่ที่นี่แปลกนะ มิเตอร์เริ่มต้นที่ราคาแตกต่างกันไม่เท่ากันทุกคันเหมือนรถแท็กซี่ในบ้านเรา

พวกเรากลับมาถึงโรงแรมสองทุ่มก็ขึ้นนอนกันเลยเพราะเหนื่อยจากการเดินทางในวันแรกนี้
บริเวณภายในวัดหงอกเซิน มีคนเอาของ หมู เป็ด ไก่ ไปไหว้ด้วย


Magnet ของที่ระลึกขายอยู่หน้าวัดเลย


นี่เรามาเดินเล่นย่าน Old Quarter กัน ย่านนี้ทั้งย่านขายรองเท้าเต็มไปหมด


บรรยากาศทั่วไปใหนเมือง ตึกเก่าสวนใหญ่ทาสีเหลืองๆ คนเวียตนามชอบนั่งเก้าอี้ยองๆกับพื้นแบบในรูปนี่ล่ะ


ลูกลิงเดิน Shopping ย่านขายงานหัตถกรรมใน Old Quarter


อย่างที่บอก ร้านอาหารที่นี่จะใช้เก้าอี้เตี้ยๆให้นั่งกินกันข้างถนนเลย นี่สาวๆกำลังนั่งดูดหอยม่วนอีหลี
ส่วนรูปขวาก็เป็นรถมอเตอร์ไซด์ที่ให้เช่าขี่ ที่ฮานอยนี่รถมอเตอร์ไซด์เยอะสุดๆ


เป็นแขกโต๊ะแรกของร้าน Sen เลยนะพวกเรา


นี่ก็เป็นบรรดาอาหารบุฟเฟ่ต์ที่มีในร้าน Sen


นี่ก็อีกบรรยากาศร้าน Sen ปล.สาวเวียตนามนี่สวยจริงๆเนอะ

กลับไปหน้าเริ่ม