Home | DigiShot | Finger Dance | DigiBook | Watercolor Portfolio | Money Goes BZ | Resumé | Bout' Me

 




 
 

วันที่ 13 กพ 2546 (DAY 2)
วันที่สองนี่ตื่นขึ้นมาตีสามครึ่ง ไม่รู้สึกง่วงเพราะยังคงใหม่อยู่ ลุกขึ้นมาก้อไปล้างหน้าแปรงฟันเตรียมตัวไปทำวัตรเช้า ที่นี่จะมีการปฎิบัติธรรมวันละสี่ครั้ง รวมแล้วก้อวันละ 12 ชั่วโมงเต็มๆ ซึ่งเป็นอะไรที่หนักสำหรับผมมากเพราะไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน คือ

เช้า 04:00-07:00
เช้าจะเริ่มจากการสวดมนต์ทำวัตรเช้าประมาณ 45 นาที จากนั้นก็จะปล่อยให้ปฎิบัติธรรมอีก 2 ชั่วโมง 15 นาที จากนั้นก้อเดินเข้าโรงอาหารเพื่อกินข้าวเช้า
สาย 8:00-11:00
สายจะปล่อยให้ปฎิบัติธรรมอีก 3 ชั่วโมงเต็มๆ หลังจากนั้นก็ไปกินข้าวเพล
บ่าย 13:00-16:00
บ่ายก้อปฎิบัติต่ออีก 3 ชั่วโมงเต็มๆ หลังจากนั้นก้อมากินน้ำปานะ (น้ำไวตามิลค์ขวด)
เย็น 18:00-21:00
เย็นจะเริ่มจากการสวดมนต์ทำวัตรเย็นประมาณหนึ่งชั่วโมง จากนั้นก็จะปล่อยให้ปฎิบัติธรรมอีก 2 ชั่วโมง

พวกเรามาพร้อมกันที่อาคารภาวนา 1 เพื่อสวดมนต์ทำวัตรเช้าแล้วก้อมาปฎิบัติธรรมต่อหลังจากที่ได้รับการสอนเรื่องการเดินจงกรม การยืนหนอ และนั่งกรรมฐานเมื่อวานนี้ ผมเดินไปมาตามที่พระอาจารย์บอก ซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ ไปเรื่อยๆ แล้วก็หยุดหนอ ยืนหนอ กลับหนอ ตามที่ถูกอบรมมา แรกๆก็ไม่รู้สึกอะไรนอกจากความปวดหัวที่เครียดกับการเอาสมาธิไปจดจ่อเวลาเดิน เวลายืน ด้วยความตั้งใจ รู้สึกปวดหัวนิดๆ และไม่ชอบเลยเพราะไม่รู้ว่าทำไมต้องทำอะไรช้าๆแบบนี้ด้วย เดินช้าๆ กลับตัวช้าๆ นั่งสมาธิขาขวาทับขาซ้ายนานๆและทนปวดขาอย่างมาก ยิ่งทำนานยิ่งหงุดหงิด ในใจก็เริ่มคิดว่าคงต้องทนอีกหลายวัน กว่าจะได้กลับบ้าน หลังจากปฎิบัติธรรมช่วงเช้าเสร็จ ก้อออกมาจากห้องภาวนา ต่อแถวเพื่อกินข้าวเช้าตอน 7 โมงเช้าพอดี ซึ่งปรกติก็ไม่เคยกินข้าวเช้าขนาดนี้เลยยังไม่ค่อยหิวเท่าไรแต่ก้อซัดไป 2 จาน เป็นข้าวต้ม กับต้มจับฉ่าย ก่อนกินข้าวทุกครั้งก็จะมีการสวดมนต์ ขอบคุณผู้บริการผู้บริจาคแล้วก็สวดแผ่เมตตา หลังจากกินเสร็จก้อมากวาดลานวัด


จริงๆรูปนี้ถ่ายตอนวันใกล้กลับแล้ว แต่จะกวาดลานวัดทุกวัน ทุกครั้งหลังจากกินข้าวแล้ว

แล้วก้อรอเข้าปฎิบัติธรรมต่อช่วงสาย คือ 8 โมงเช้า ได้พักไม่ถึงชั่วโมงก้อต้องมาเดินจงกรมและนั่งกรรมฐานต่ออีก 3 ชั่วโมงเต็มๆจนถึงประมาณ 11 โมงเช้าแล้วก็ต่อด้วยข้าวเที่ยง (เพล) ตอนนั้นจำได้ว่าหิวมากเลยกินไปอีก 2 จาน มีข้าวกับแกงกะทิมะเขือ ผัดผักกาดขาว อาหารที่นี่จะเป็นเจทุกมื้อคือไม่มีเนื้อสัตว์เลย เนื่องจากวันนี้เป็นวันพระ จะมีพิธีรับศีล ต้องอาราธนาศีล 8 ตอนบ่ายสองโมง แต่ก่อนหลวงพ่อจรัลจะเป็นพระที่ทำพิธีรับศีลให้ แต่เนื่องจากหลวงพ่อท่านป่วยหลอดเสียงอักเสบมานาน เลยให้รองเจ้าอาวาสมาทำพิธีให้แทน พวกเราก้อสวดอาราธนาศีล 8 แล้วหลวงพี่ก็มาเทศน์ต่อ เล่าเรื่องศีลข้อ 4 และก็ศีลข้อ 5 โดยการอ่านหนังสือให้ฟัง ซึ่งหลวงพี่เป็นพระที่อ่านหนังสือช้า กอรปกับเนื้อหาที่ท่านอ่านนั้นมันเป็นสิ่งที่ธรรมดา เคยรู้มาแล้วก็เลยทำให้หงุดหงิดเหมือนมาสอนสิ่งที่รู้แล้วทำให้ในใจตอนนี้คิดอกุศล คิดว่าท่านไม่เห็นต้องมาเทศน์เลย น่าเบื่อ ซึ่งความคิดเหล่านั้นมันเกิดขึ้นมาจริง แต่หลังจากที่อยู่วัดได้หลายวันลองมาย้อนกลับมาอ่านไดอารี่ที่ผมเขียนทุกวันก่อนนอนปรากฎว่า มันมีความเปลี่ยนแปลงทางความคิดที่เกิดขึ้นกับตัวเองอย่างน่าแปลกใจ หลังจากที่ท่านเทศน์เสร็จแล้วก็มาดื่มน้ำปานะ ซึ่งเป็นน้ำไวตามิลต์นั่นเอง ให้ดื่มคนละขวด


น้ำปานะที่ทางวัดให้กับผู้ปฎิบัติธรรมดื่มทุกวันตอนสี่โมงเย็น

หลังจากดื่มน้ำปานะเสร็จผมก็เดินกลับที่พักเพื่ออาบน้ำและเตรียมตัวทำวัตรเย็นตอนหกโมงตรง เนื่องจากวันนี้เป็นวันศุกร์ก็เลยมีผู้มาใหม่ที่มาเข้าปฎิบัติธรรมแบบสามวันมาสมทบทำให้จำนวนคนที่มาปฎิบัติธรรมจาก 200 คนเป็น 400 คนและทำให้อาคารภาวนา1 ไม่สามารถบรรจุคนได้ทั้งหมด พวกเราที่มาก่อนเลยต้องออกไปปฎิบัติธรรมที่อาคารภาวนา2 ซึ่งต้องไปยืนปฎิบัติกันตรงระเบียงชั้นสองซึ่งเพราะอาคารนี้เป็นอาคารที่พัก เลยต้องยืนปฎิบัติกันที่ระเบียงชั้นสองด้านนอก ซึ่งยุงเยอะมาก และเริ่มรู้สึกหงุดหงิดมากขึ้นเพราะยุงเยอะและก็กัดเอากัดเอา เดินจงกรมไปก็คิดไปว่า โหยจะไหวหรือนี่ สงสัยจะไม่ได้อะไรแน่ๆ จากการมาปฎิบัติธรรมที่นี่ เพราะมีแต่ความรู้สึกว่าต้องทน ทำอะไรก็ไม่รู้ ยุงก็กัด แต่อีกใจก็คิดว่า ให้ทนอีกหน่อยเพราะคนส่วนใหญ่จะบอกว่าวันสองวันแรกที่นี่ถ้าทำได้ก็จะชินและจะปฎิบัติต่อได้ถึงเจ็ดวันอย่างแน่นอนและจะคิดอะไรได้เยอะจากการปฎิบัติธรรมขอให้ตั้งใจปฎิบัติเท่านั้น

ตอนนั้นในใจตัวเองตีกันไปมา ใจนึงก็เริ่มคิดว่าคงไม่ได้อะไร อีกใจก็พยายามหาเหตุผลว่าถ้าทุกคนมาทำแบบนี้ก้อต้องรู้สึกแบบเรานี่หล่ะแต่ทำไมมีแต่คนที่กลับไปแล้วบอกว่าดีมาก คิดไปคิดมาก็เริ่มคิดใหม่ เพราะไหนๆก็ตั้งใจมาแล้ว อดทนดีกว่า ถ้ากลับไปตอนนี้ถูกล้อแน่เลย คิดอย่างนั้นก็พยายามปฎิบัติทั้งที่ยุงกัด ก็ทน วันนั้นนั่งได้นานขึ้นประมาณเกือบ 40 นาทีซึ่งก็เริ่มรู้สึกว่าเออ เราก็พอทนได้นะไอ้ความปวดนี้ แต่นั่งนานกว่านี้สงสัยไม่ไหวแน่ เพราะมันปวดเหลือเกิน ประมาณสามทุ่มก็แยกย้ายกันกลับที่พัก

กลับไปอ่านวันที่หนึ่ง คลิกที่นี่

 


February 12-18 ,2004

 


 
Rev300
DigiBook™ All Rights Reserved. Copyright 2003.