Home | DigiShot | Finger Dance | DigiBook | Watercolor Portfolio | Money Goes BZ | Resumé | Bout' Me

 


Day 15: Sat May8, 2004 (Jaisalmer)

Jaisalmer ถูกเรียกอีกอย่างว่า Golden City เพราะบ้านเรือนส่วนใหญ่สร้างจากอิฐดินสีน้ำตาลทอง มองไปมองมาทั้งเมืองก็จะออกสีทองๆน้ำตาลๆ เลยได้ชื่อว่า Golden City นั่นเอง ที่อินเดียนี่นอกจาก Golden City แล้ว ยังมี Pink City และก้อ Blue City อีกด้วย ซึ่
งเราจะไปกันอีกในวันสองวันข้างหน้านี้ล่ะ เมือคืนนี้ร้อนมากๆ ลุกขึ้นมาตอนตีสอง เหงื่อท่วมตัวเลย หันไปมองเพื่อนๆ แม่งนอนกันได้ยังงัยฟ่ะนี่ ร้อนขนาดนี้ ผมเลยลุกไปอาบน้ำ น้ำที่ไหลออกจากก็อกนี่ก้อสุดทน ร้อนสุดๆ อาบเสร็จก้อเอาแป้งอังกฤษตรางูที่ไอ้ต่อพกมาจากเมืองไทยทาหน้าทาตัวดับร้อน นอนไม่หลับเลยครับเพราะผมรู้สึกร้อนผ่าวๆ ออกไปมองที่หน้าต่างเห็นคนพื้นเมืองที่นั่น ออกไปนอนบนดาดฟ้าตึกกันตรึมเลยครับ ผมเลยเออ ท่าทางจะสบายกว่าในนี้เยอะ ว่าแล้วผมก็ทำนิสัยไม่ดีปลุกเพื่อนๆ บอกว่าเห้ยร้อนโว้ย ลุกไปนอนดาดฟ้าเป็นเพื่อนกูหน่อยดิ ปรากฎว่าไม่มีใครยอมไปนอนกะผมเลย ไอ้น้องหนุ่ยลุกขี้นมางัวเงียเดินเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำ แต่ไม่ยอมขึ้นไปนอนดาดฟ้า สงสัยกัวแขกจะปล้ำ ผมก้อเอาว่ะนอนคนเดียวก็ได้ ว่าแล้วก็ขนถุงนอนกับหมอนขึ้นไปบนดาดฟ้าโรงแรม นอนดูดาวสบายใจคนเดียว ในใจก็กลัวผีแขกอยู่เหมือนกัน แต่รู้สึกว่าดีกว่านอนในห้องเยอะเพราะมีลมพัดแล้วก้อมีดาวให้ดูด้วย

ตื่นเช้าประมาณ 7 โมงก็ลุกมาอาบน้ำ ที่นี่ต้อง Check out ตอนเก้าโมง วันนี้ตื่นมาก็ซวยเลยเพราะกำลังสระผมอยู่ดีดี น้ำเกิดหยุดไหล ผมต้องเปิดก็อกน้ำร้อนซึ่งค้างอยู่ในท่อมาล้างฟองออกจากหัว สรุปวันนี้เลยไม่ได้ถูสบู่เลย แถมหัวยังเป็นฟองอยู่นิดๆ ตอนอาบน้ำเสร็จ เวงกำ พวกเรารีบ Check Out ออกจากโรงแรมที่นี่เพราะค่อนข้างแพง แล้วเราก็ไป Check in ที่โรงแรม Paradise Hotel ซึ่งถูกว่าที่ Shree Nath Hotel ตั้งเยอะ ห้องที่ Paradise สวยสู้ห้องที่ Shree nath ไม่ได้ แต่ว่ามีโทรทัศน์ที่มี HBO, AXN, ESPN ให้ดู แล้วก็มีแอร์แขกให้ด้วย แอร์แขกนั้นเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านจริงๆ คือเค้าจะเอาพัดลมทำเป็นตู้สี่เหลี่ยม ผนังตู้จะอัดรากไม้เอาไว้ เวลาใช้ต้องตักน้ำสองสามถึงมาใส่ในตู้นี้ พอเปิดสวิชท์ จะมีมอร์เตอร์ดูน้ำขึ้นมาแล้วปล่อยให้น้ำไหลผ่านรากไม้ จากนั้นพัดลมจะเป่าลมผ่านรากไม้ที่มีน้ำไหลผ่านนั่นล่ะ มันจะได้ลมเย็นออกมา เสียอย่างเดียวคือต้องเติมน้ำทุกๆสองสามชั่วโมงเพราะที่นี่น้ำระเหยไปเร็วมาก จากนั้นพวกเราก็ไปซื้อทัวร์ Jeep Safari Tour ซึ่งก็คือทัวร์นั่งรถ Jeep แล้วก็ขี่อูฐในทะเลทรายนั่นเอง มา Jaisalmer ก็ต้องขี่อูฐ ไม่ขี่ถือว่ามาไม่ถึงที่นี่


สาวคนนี้เดินแบกโอ่งอยู่บนหัว พอผมถ่ายรูปเธอ เธอก็รีบเดินเข้ามาบอกราคาทันทีว่า ถ่ายรูปเค้าเสีย 10 rs
โอ้โห มีงี้ด้วย ผมคิดในใจอารายว่ะ เดี๋ยวตูก็คิดค่ายกกล้องขึ้นถ่ายสักห้าสิบรูปีซะเลย
ว่าแล้วผมก้อทำเป็นไม่มีตังค์เดินมั่วนิ่มจากเธอไป อิอ


เฮียคนนี้นี่ล่ะ เป็นคนขับรถ Jeep ให้กับพวกเรา


ทัวร์ Jeep safari นี่ นอกจากพาไปขี่อูฐแล้ว เค้าแวะตามที่ต่างๆ เพื่อถ่ายรูปด้วย
ในรูปนี่ก็เป็นที่ที่แวะก่อนไปขี่อูฐ จำชื่อไม่ได้ล่ะว่าที่ไหน
แต่ถ่ายกะยามหรืออะไรไม่ทราบ หนุ่ยบอกว่าหล่อเข้มถูกใจ


อูฐที่พวกเราขี่ไปกันนั้น สูงเหมือนกัน ขึ้นไปนั่งแล้วก็รู้สึกเสียวๆ นี่เป็นการขี่อูฐครั้งแรกของเราทั้งสามคน
อูฐตัวที่ไอ้น้องหนุ่ยมันขี่ชื่อว่าราจู เป็นอูฐอายุน้อยที่สุดในฝูง ตัวที่ต่อขี่นั้นชื่อ โมเรีย อายุ 15 ปีแล้ว
ส่วนอูฐตัวที่ผมขี่นั้นเป็นจ่าฝูงชื่อ ไมเคิลแจ็คสัน อารายนะ !! ครับฟังไม่ผิดหรอก มันชื่อไมเคิลแจ็คสันจริงๆ
รูปซ้ายเป็นบรรยากาศบนหลังอูฐ เห็นหัวมันด็อกแด็กไปมาเวลาขี่
รูปกลางเป็นรูปไอ้ต่อขี่อูฐกับคนจูง
ส่วนรูปขวาก็เป็นรูปผมเอง คาวบอยขี่อูฐถ่ายโดยนายต่อ

เกิดเหตุการณ์ ไม่คาดฝันขึ้น และเป็นสิ่งเดียวในทริปนี้ที่พวกเราตกใจจนหน้าเสีย เรื่องมีอยู่ว่า ตอนขากลับไอ้คนจูงอูฐผม (คนจูงอูฐผมชื่อ ประวิน) มันถามซักไซร้เรื่องส่วนตัวของผม จนผมรำคาญ ผมเลยหันมาเป็นฝ่ายถามมันกลับเพื่อไม่ให้มันต้องถามเรื่องผมมากมาย ผมถามประวินกลับไปว่า จะทำงัยให้อูฐวิ่ง ประวินสอนผมให้ทำเสียงออกจากลิ้นดังเต๊าะๆๆ ผมลองทำดู อูฐมันก็วิ่งจริงๆ แล้วก้อถามประวินว่าทำงัยให้หยุด ประวินก็ทำเสียงให้ดู มันก้อหยุดจริงๆ ผมถามเรื่องอูฐมากมายเพื่อตัดรำคาญที่ประวินชอบถามผมเรื่องส่วนตัว จนมาหยุดที่คำถามว่า How fast a camel can run ? จริงๆประวินบอกว่ามันไปได้เร็วประมาณ 50 km ต่อวัน ผมลองทำเสียงให้อูฐวิ่งๆหยุดๆ หยุดๆวิ่งๆ จนกระทั่งอูฐตัวไอ้หนุ่ยขี่ตามหลังมาวิ่งตามจนเชือกขาด ไอ้หนุ่ยกับคนจูงอูฐหล่นลงมาจากหลังอูฐซึ่งสูงเกือบสองเมตร ตกลงมาบนพื้นหินแข็ง ผมมองไปเห็นตอนที่พวกเขานอนนิ่งอยู่กับพื้น ตอนนั้นตกใจมาก ผมลงจากอูฐแทบไม่ได้ เพราะพอเกิดเรื่องอูฐทุกตัวมันก็ตื่น วิ่งวนเป็นวงกลม สักพักคนจูงก็เอาผมลงมาได้ ผมวิ่งไปดูไอ้น้องหนุ่ย ถามว่าเป็นอะไรมั่ง หนุ่ยบอกว่าขยับตัวไม่ได้ ชาไปทั้งหลัง ผมนึกไปถึงว่าจะเอามันกลับไปตายที่เมืองไทยได้งัย ไม่อยากให้ตายที่นี่ เอ้ยไม่ใช่ คือตอนนั้นคิดว่าหลังหนุ่ยคงหัก จะเอาตัวไปงัยดีฟ่ะนี่ ผมเลยให้ประวินขี่อูฐกลับไปเรียกให้เค้าขับรถ Jeep เข้ามารับที่นี่ พวกเราก้อรอกันที่นี่จนฟ้าค่ำ สักพักหนุ่ยก็บอกว่าคงไม่เป็นไรแล้วพี่ เพราะรู้สึกหายชา แล้วก็ขยับได้ ไอ้คุณหนุ่ยนี่ยอดอึดหญิงเหล็กจริงๆ นั่งสักพักพวกเค้าก็กลับมาพร้อมรถ Jeep มีคนแปลกหน้าถือถุงใส่อะไรมาก็ไม่รู้ใบเบ่อเริ่มเลย วิ่งตรงมาที่พวกเรา ตอนแรกนึกว่าเป็นพวกถุง First Aid แต่จริงๆไม่ใช่ ไอ้หนุ่มอินเดียคนนั้น วิ่งมาถึงพวกเราเปิดถุงออก ในถุงเต็มไปด้วย Pepsi และก้อน้ำอัดลมยี่ห้อต่างๆ เต็มถุงไปหมด แล้วก็บอกให้พวกเรากินน้ำก่อนไม่ต้องตกใจ ส่วนคนขับรถ Jeep นั้น วิ่งมาหน้าตาตื่น ถามว่าเป็นไรมั้ย เค้าเป็นห่วงเรามากเพราะถ้าเราเป็นอะไรไป เค้าจะต้องถูกยึดใบอนุญาติทำทัวร์เลย พวกเราก็กิน Pepsi กันแก้กระหายคนละขวด จากนั้นก้อบอกว่าไม่เป็นไรหรอก ไอ้หนุ่มอินเดียนั้นก้อพยายามให้เรากินน้ำอัดลมเข้าไปอีก ในใจผมคิดว่าสงสัยมันคงกลัวพวกเราจะฟ้องแน่ๆเลย เลยเอาน้ำอัดลมมาปิดปาก แต่ที่ไหนได้ พอพวกเค้าพาเรากลับมาถึงที่พัก มันกลับเรียกเก็บตังค์ค่าน้ำอัดลมที่พวกเรากินไป โหย มันหลอกกันทุกเม็ดเลย คิดแล้วแค้นจริง แต่ดีแล้วที่ไอ้น้องหนุ่ยมันไม่เป็นไรมาก


รูปซ้ายเป็นรูปอูฐที่ไอ้หนุ่ยขี่กับคนจูงอูฐของหนุ่ย
รูปขวาเป็นรูปตอนมันตกอูฐลงมาแล้วลุกไม่ได้ หลังชาไปหมด ดินทรุดเลยครับท่านผู้ชม


Sand dune ที่พวกเราขี่อูฐไปดู
เป็นทรายละเอียดยาวสุดลูกหูลูกตาเลย
ถ่ายตอนพระอาทิตย์กำลังจะตกพอดี


กลอน Jaisalmer
(May 8, 2004 ::23:00pm)

วันนี้ ท่องซาฟารี หนุ่ยตัว อ้วนพี ตกอูฐ
ตูดช้ำ ระกำ เจ็บใจ ช้ำใน เสียงลั่น สนั่นเมือง

Jaisalmer นั้นร้อน นอนไม่หลับ
กระส่ายกระสับ หลับไม่ไหว ทำงัยหนอ

หันไปดู เพื่อนยา น้ำตาคลอ
แม่งหลับได้ ยังไงหนอ พอกันที

เปิดประตู ดาดฟ้า มาชมดาว
นอนหาว นับดาว บนฟ้า

ลมเอ๋ย ช่วยพัด พัดสักคราว
นอนหง่าว กว่าจะหลับ จันทร์ลับลา