Home | DigiShot | Finger Dance | DigiBook | Watercolor Portfolio | Money Goes BZ | Resumé | Bout' Me
d


Day 13: Thurs May 6, 2004 (Leh-Delhi)

ออกจากที่ Oriental Guesthost ตอนแปดโมงเช้าเป๊ะ เชื่อมั้ยครับว่าค่าที่พัก บวกกับอาหาร บวกกับค่าเช่ารถไปเที่ยวทั้งหมดทางอินเดียตอนเหนือที่ผมเล่ามา ตั้งแต่วันที่สองจนถึงวันที่สิบสามของการเดินทางเนี่ย แค่คนละ 6,650 รูปีเท่านั้นเอง ถูกมากๆเลยครับ พวกเราให้แสนดีเอารถไปส่งที่สนามบินตั้งแต่เช้า ไปถึงสนามบินประมาณ 8 โมงครึ่งเห็นจะได้ Departure time ของพวกเรานั้นเวลาสิบโมงครึ่ง ต้องนั่งรออีกนานโขอยู่ แต่ปรากฎว่าเครื่องบินของเรา Delay เป็นเที่ยงครึ่ง รอกันอ่วมเลย เครื่องบินที่นี่ Delay บ่อยเป็นปรกติเพราะลมฟ้าอากาศแปรปรวนมากๆ แต่ก้อดีที่มีแซนวิชเหี่ยวๆปลอบใจให้คนละอัน เครื่องบิน Delay เนี่ยทำให้พวกเราคิดหนักเลยว่าจะไปขึ้นรถไฟทันกันหรือป่าว เพราะเราจองตั๋วรถไฟตั้งแต่วันก่อนแล้วเพื่อออกจาก Delhi ไป Jaisalmer รถไฟจะออกตอนหกโมงเย็น พวกเราก้อเพียงแต่ลุ้นกันว่าเครื่องบินคงไม่ Delay ออกไปอีกกว่านี้

แต่ในที่สุดเราก้อได้ขึ้นเครื่องตอนบ่ายโมงกว่าๆ ใช้เวลาสิริรวมในการรอเครื่องบินก้อห้าชั่วโมงพอดี วันนี้ฟ้าใสแต่เครื่องบิน บินโคตรซิ่งเลย ตกหลุมอากาศให้เสียวเล่นเป็นระยะๆ พวกเรามาถึง Delhi โดยสวัสดิภาพ ใช้เวลาแค่ 50 นาทีซึ่งต่างจากขามาซึ่งใช้เวลามากกว่าเพราะต้องบินไปแวะที่ Jammu ก่อน พวกเราตัดสินใจทิ้งของๆไว้ส่วนหนึ่งที่ Delhi เพราะจะได้ไม่ต้องแบกอะไรให้เยอะวุ่นวาย เช่นพวกเสื้อกันหนาวนี่ไม่จำเป็นต้องใช้อีกต่อไปเพราะช่วงอินเดียตอนกลางนี่ร้อนตับแล่บเลยครับ คงจะฝากของไว้ที่สถานีรถไฟนั่นล่ะ แล้วขากลับเราก้อค่อยแวะมาเอา เวลาตอนนี้ก้อปาเข้าไปบ่ายสามพอดีเหลือเวลาอีกประมาณสามชั่วโมงในการจัดการฝากของแล้วก้อไปขึ้นรถไฟตามตารางเวลา พวกเราออกมาเช่ารถแท็กซี่ แบบ Prepaid หน้าสนามบิน เพื่อไปส่งที่ Delhi Cantt Railway Station ซึ่งเป็นสถานีรถไฟห่างจากสนามบินประมาณ 10 กิโล พอไปถึงปรากฎว่าที่สถานีรถไฟไม่มีรับฝากกระเป๋า ผมต้องนั่งรถ Rickshow ซึ่งก็คือรถตุ๊กตุ๊กบ้านเรานั่นเอง กลับไปที่สนามบินเพื่อเอาของกลับไปฝาก ค่า Rickshow 130 รูปี แต่ท่านแขกแกขับช้ามาก นั่งกินลมจนอิ่มก้อยังไม่ถึงสักที กลับจะกลับมาขึ้นรถไฟไม่ทันจิงๆ พวกเราเอากระเป๋าไปฝาก 8 วัน เพราะเราจะไปทริป Jaisalmer Jodpur Jaipur แล้วกลับมา Delhi ก็เป็นเวลา 8 วันน่าจะได้ ค่าฝากเค้าคิดวันละ 30 รูปี ขากลับเราไม่อยากนั่งกินลมอีกต่อไปเพราะพุงอาจแตกได้ เลยกลับโดย Taxi


เนี่ยก็คือ บรรยากาศของสถานีรถไฟ Delhi Cantt รูปขวาเป็นตู้ธรรมดาที่พวกเราขึ้นผิด แน่นแทบทะลัก

มาถึงสถานีรถไฟแบบเวลาฉิวเฉียดมากๆ รถไฟมาตรงเวลาเป๊ะเลยครับท่านผู้ชม แต่นี่เป็นครั้งแรกของการขึ้นรถไฟในอินเดียของพวกเราครั้งแรก ทำให้เกิดอาการเอ๋อ ไม่รู้ว่าจะต้องขึ้นตู้ไหน ดูในตั๋วแล้วเค้าบอกให้ขึ้นตู้เลขที่ 4059 ใครจะเอาไปแทงหวยก้อได้ แต่ที่รู้ๆพวกเราไม่ถูกหวยครับเพราะเราขึ้นผิดตู้ ซวยจริงๆครับเนื่องจากเราซื้อตั๋วตู้นอนแอร์ เพราะ Delhi กับ Jaisalmer นี่ไกลกันมาก นั่งรถไฟก้อต้องใช้เวลาเกือบยี่สิบชั่วโมง เนื่องจากพวกรถไฟมาจอดที่ เราก้อวิ่งหาตู้กัน ให้จินตนาการว่ารถไฟมันยาวมากเลยครับ แล้วมันจอดแค่สองนาที กอปรกับพวกเราแบกเป้หลังแอ่นกันด้วย ทำให้เวลาไม่พอ รถไฟเริ่มบีบแตรให้สัญญาณว่ากำลังจะออก พวกเราก้อยังวิ่งหลังแอ่นกันเลย แล้วตู้ที่เราวิ่งผ่านไปผ่านมานั้น คนขึ้นจนแน่นไม่สามารถเบียดตัวเข้าไปได้เลย ช่วงนี้เองหล่ะครับที่พวกเราต้องใช้วิชามารที่ฝึกมาอย่างดีสมัยที่ยังใช้บริการขสมก.ที่กรุงเทพ กระโดดแทรกตัวอย่างรวดเร็วแบบตัวใครตัวมัน พวกเราขึ้นกันคนละตู้ไม่เห็นกัน ตอนนั้นรู้สึกตื่นเต้นมากๆ เพราะไม่รู้ว่าเพื่อนๆขึ้นกันได้หรือป่าว เพราะถ้าคลาดกันคงเจอกันยากเลย อาจต้องวางทริปเดินทางคนเดียวเป็นได้ ผมนั้นขึ้นไปได้ก้อเฉียดฉิวเต็มที มองอีกทีอ้าวเพื่อนๆหายไปไหนว่ะ ผมก้อพยายามเบียด ย้ำว่าเบียดแบบเดินไม่ได้เลยในตู้รถไฟเพราะมันแน่นมากจริงๆ แล้วกลิ่นใต้วงแขนของท่านพี่แขกก้อแทรกเข้าเต็มสองรูจมูกผมแทบสิ้นสติ ผมค่อยๆกระดึ๊บๆเข้าไปทีละน้อยจนหาเพื่อนๆเจอ พวกเรายืนแบบไม่ต้องใช้แรงขามากนักเพราะมันอัดแน่นเหมือนปลากระป๋องแบบยืนไม่มีล้ม เราพยายามส่งภาษาสากลให้กับท่านพี่แขกรอบๆข้างปรากฎว่าไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษได้เลยซึ่งแปลกมากๆ เพราะในความเข้าใจของผมนึกว่าแขกส่วนใหญที่ Delhi จะพูดได้ แต่ปรากฎว่าไม่มีสักคน ผมยืนอยู่สักพักแขกคนข้างๆก้อยื่นหมากหอมมาให้กินเพื่อเป็นการผูกมิตรหรืองัยไม่ทราบ แกพูดภาษาปะกิตได้แบบกระท่อนกระแท่น สื่อสารไปมาได้ความว่า เราต้องขึ้นท้ายขบวน เพราะท้ายขบวนจะเป็นตู้นอนแอร์ เราต้องรอให้ถึงสถานีหน้าเพื่อลงจากรถไฟแล้ววิ่งไปหาตู้อีกครั้งหนึ่ง

พวกเรายืนอยู่ครึ่งชั่วโมง รถไฟก้อจอดที่สถานีแห่งหนึ่ง เรารีบลง และวิ่งอย่างสุดชีวิตไปที่ตู้ท้ายๆ ซึ่งก้อยังไม่รู้ว่าตู้ไหน คิดดูละกันครับว่า พวกผมวิ่งกันเนี่ยยังไม่ทันถึงตู้ท้ายสุด รถไฟมันก้อบีบแตรทำท่าจะไปอีกแล้ว พวกเราเลยตัดสินใจขึ้นตู้ซึ่งดูจากภายนอกแล้วคิดว่าคงเป็นตู้แอร์เพราะกลัวตกรถไฟจริงๆ แต่เหมือนถูกหวย ตู้ที่พวกเราขึ้นไปนั้นเป็นตู้ 4059 พอดีเป๊ะ เห้อ โล่งอก ตั๋วที่พวกเราซื้อนี้เป็นแบบ 3A ซึ่งก้อเป็นที่นอนแบบ 3 ชั้น หรือที่เรียกว่า 3 compartments น่ะ มีแบบ 2A ด้วย ซึ่งก้อจะแพงกว่า นอนกันแบบ 3 ชั้น ผมกะต่อนอนชั้นที่ 2 แต่ไอ้น้องหนุ่ยนอนชั้น 3 สงสารไอ้ต่อจริงๆ ถ้าไอ้น้องหนุ่ยเธอกินเยอะกว่านี้อีกสักหน่อย อาจหล่นมาทับไอ้ต่อซึ่งนอนใต้ไอ้น้องหนุ่ยตายคาที่ได้ นอกจากพวกเรานอนกันสามคนแล้ว ยังมีคนอื่นอีกซึ่งนอนชั้นล่างของพวกเรา ซึ่งพวกเราก็ได้นั่งคุยกับพวกเขาด้วย สองคนที่นั่งข้างล่างเราเคยเป็นทหารประจำอยู่ที่ Leh ด้วย แต่เค้าต้องย้ายไปประจำที่ Jaisalmer หันไปดูแว่บๆ เห็นเค้าแอบนั่งวาดรูปผมอยู่ด้วย วาดออกมาได้งัยฟ่ะ ตัวจริงหล่อกว่านี้ตั้งเยอะ


บรรยากาศบนตู้นอนก็เป็นอย่างที่เห็นนี่ล่ะครับ รูปซ้ายไอ้ต่อนอนแบบหมดอะไรตายอยาก เหมือนกลัวไอ้น้องหนุ่ยซึ่งนอนเตียงบนหล่นลงมาทับ

วันนี้โคตรหิวเลย ตั้งแต่เช้ายังไม่ได้กินอะไรเลย ยกเว้นแต่ sandwich ที่ได้มาจาก Indian Airline ตอนมันแจกให้ตอนเครื่องบิน Delay น่ะ นั่งบนรถไฟสักพักก้อมีแขกเดินมาถามว่าจะกินอะไร แต่มาพูดกะพวกเราเป็นภาษาแขก เค้าพูดภาษาปะกิตไม่ได้ เราก้อเลยต้องสั่งแบบ simple simple.. ก้อพวก Chappati แล้วก้อ Dal นั่นเอง กว่าจะได้กินปาเข้าไปสามทุ่มแน่ะ อร่อยดี แต่เป็นการกินอาหารที่ทุลักทุเลมากๆ เพราะไม่มีที่นั่งกิน ไม่มีช้อน แล้วเป็นแกงถั่ว ต้องนั่งกินกะพื้นรถ ใช้มือกิน แล้วก็เอาถุงพลาสติกมารองนั่งกับพื้น โอย กว่าจะกินหมด โคตรเมื่อยเลย...