Home | DigiShot | Finger Dance | DigiBook | Watercolor Portfolio | Money Goes BZ | Resumé | Bout' Me
d


Day 3: Sun April 26, 2004 (Leh)

วันนี้ตื่นมาหกโมงเช้า จะขยันตื่นเป็นพิเศษเวลามาเที่ยว จริงๆตื่นมาตั้งแต่ตีห้า มานั่งบิ้วอารมย์ในห้องน้ำวิวสวิส เพราะไม่ได้อึตั้งแต่ BurgerKing มื้อนั้นที่ดอนเมือง มาอินเดียไม่น่าท้องผูกเลย เพราะมีแต่คนบอกว่าให้ระวังเดี๋ยวท้องจะเสีย เลยเตรียมแต่ยาแก้ท้องเสียมา เห้อ เสียฟอร์มหมด.. วันนี้ตื่นขึ้นมายังปวดหัวอยู่เลย ไม่รู้ว่าเป็น AMS หรือนอนเยอะไป ตอนเช้าที่นี่อากาศดีมากๆ (ถ้าอยู่ในห้องนะ ถ้าออกมานอกห้องนี่หนาวซิกหายเลย) ประมาณได้ว่าคงราวๆ 5 องศาซี ไอ้ต่อมันก็เตือนแล้วว่าอากาศมันหนาว แต่เราก้อว่าเอ..แต่ก่อน 5-6 องศานี่มันขี้ๆนี่หว่า ทนได้สบายเลย เลยเอากางเกงขายาวมาแค่สองตัว ที่ไหนได้ ไอ้ 5 องศาเนี่ยมันก้อทนได้จริงล่ะ แต่ไอ้ Wind Chill เนี่ย ผมว่ามันติดลบเลยน่ะ หนาวมากๆๆ ตอนนั้นเริ่มคิดหนักเลยว่า เอางัยดีหว่าเอากางเกงขายาวมาแค่สองตัว เสื้อกันหนาวแบบบางๆตัวเดียว นอกนั้นเป็นเสื้อยืด เสื้อกล้าม แล้วก็กางเกงขาสั้น ท่าจะแย่แน่ะเรา ไปไปมาๆ วันนึงๆผมใส่เสื้อซ้อนกัน 5 ตัว อ้วนกลมเป็นโดเรมอนเลย ก็พอกล้อมแกล้มไปได้ วันนี้พวกเราตั้งใจจะอยู่ Leh อีกวัน เพื่อพักอีกนิดหน่อย ก่อนเริ่ม Trip จริงๆ วันนี้เลยใช้เวลาส่วนใหญ่เที่ยวตัวเมืองเลห์ และก็เดินขึ้น Leh Palace ซึ่งเป็นพระราชวังเก่า



ตื่นเช้ามาวันนี้ก็ฝากท้องกับ Oriental เช้านี้ Jeet กับ Venu เอา Itin มาให้แล้ว แล้วก็บรรยายเป็นฉากๆ ถึงความสวยงามอลังการ Breakfast ของพวกเราเป็น Toast แต่เป็น Toast แบบฉบับของลาดัคห์เอง เค้าเรียกว่าแป้ง Khambir เป็นแผ่นแป้งหนาๆ กลมๆ เอามาทากับเนยและแยม แล้วก็มีกาแฟสดแบบ Press Pot ก็อร่อยดีเหมือนกัน แต่ยังงัยก็สู้สวัสดีคอฟฟี่ของผมไม่ได้หรอก แฮ่ๆๆ

อย่างที่บอกวันนี้อยู่เมืองเลห์ทั้งวันเดินไปเดินมาในตลาด รูปซ้ายมือนี้ถ่ายตอนไปเดินเล่นแล้วเห็นร้านขายเสื้อพื้นเมืองก็เลยเดินเข้าไปดู พอดีมีพระรูปนี้นั่งอยู่หน้าร้าน ก็เลยขอถ่ายรูปซะเลย พระทิเบตในเมืองทางตอนเหนือของอินเดีย มีให้เห็นมากมาย จะใส่ชุดแบบนี้สีแดง


รูปนี้เป็นรูปวัดในเมืองในเมืองเลห์ อยู่กลางใจเมืองเลย คนมาวัดนี้เยอะ โดยเฉพาะตอนเย็นๆ จะมีพระมาสวดทุกวัน คนแน่นวัดเลย คนที่นี่ส่วนใหญ่จะมีที่สวดมนต์แบบมือหมุน คือจะทำเป็นแท่งแล้วตรงปลายทำเป็นแท่งกลมหมุนได้ ไอ้คุณน้องหนุ่ยซื้อกลับมาด้วย

 

นี่ก็อีกมุมนึงของวัดเดียวกันนั่นล่ะ ที่นี่นอกจากจะมีที่หมุนแบบมือถือแล้ว ยังมีแบบที่หมุนขนาดใหญ่อีกด้วย รูปที่เห็นนี่เป็นห้องสวดมนต์มีไอ้ที่หมุนอยู่ข้างใน อ่านต่อไปเรื่อย ในตอนหลังๆจะมีรูปให้ดูว่าไอ้ที่หมุนๆสวดมนต์เนี่ยหน้าตามันเป็นยังงัย

 

นี่ล่ะครับ Leh Palace เค้าอนุรักษ์เป็นอนุสรณ์สถานแล้ว ค่าเข้าชมเนี่ย แพงเหมือนกัน นักท่องเที่ยวคิด 100 รูปี ถ้าเป็นคนอินเีดียเสียแค่ 5 รูปีเท่านั้นเอง ดูเหมือนโบราณสถานเ่ก่าๆแก่ สร้างจากหินและดิน

 

 

รูปนี้ภูมิใจนำเสนอครับ แสงดี องค์ประกอบได้ Subject เด่น สุดยอดคร้าบ ฝีมือผมเอง แอบถ่ายไอ้คุณต่อ (คุณสองหาว) ผนังสีแดงนี่เป็นผนังส่วนหนึ่งของ Leh Palace นั่นเอง ในวันฟ้าใส รูปนี้สวยก็ตรงที่ไอ้ต่อไปยืนอยู่ตรงจุดตัดเก้าช่อง ตรงตามทฤษฎีถ่ายภาพเป๊ะ แล้วพี่หาวเราก็ใส่เสื้อสีน้ำเงินตัดกับผนังสีแดงสวยงามเจงๆ

 

 

รูปนี้เป็นประตูทางเข้า Leh Palace สีแดงสด จริงๆ พวกเรามาเดินเล่นที่ Leh Palace ในตอนเช้าทีนึงแล้ว แต่มันยังไม่เป็นให้เข้า พอตอนเย็นเราเลยแวะมาอีกที พอดีเจอพระที่เป็นคนดูแลที่นั่น เลยเดินตามพระมา เพราะท่านบอกจะเปิดประตูให้ พอมาก่อนถึงประตูท่านก็ชี้ให้ดูค่าเข้า ว่าต้องเสียคนละ 100 รูปี เราก็โอเชไม่มีปัญหา ท่านก็เดินนำถือกุณแจมาเปิดประตูสีแดงบานนี้ล่ะครับ แล้วท่านก้ออึกๆ อักๆ ไม่ให้เราเข้าไปสักที พวกเราก็งงๆ จนสุดท้ายถึงบางอ้อว่า เอาตังค์มาก่อน ค่อยเข้าไปได้ นั่นเอง

 

 

รูป Leh Palace อีกมุมหนึ่ง สวยงามมากๆ ฟ้าใสสุดๆ จริงๆต่อบอกว่าฟ้าแบบนี้ก็ถ่ายรูปไม่ค่อยดีเท่าไร เพราะมันแทบไม่มีเมฆเลย ถ้ามีเมฆสีขาวลอยไปลอยมาในท้องฟ้าสีน้ำเงินจะบรรเจิดกว่านี้เป็นไหนๆ

 

 

คุณลุงคนนี้นั่งอยู่ในตลาดระหว่างทางที่เราเดิน ก็เลยขอซะหนึ่งแช๊ะ หน้าตาคนทางเหนือก็มีหลากหลายเหมือนกัน แต่ที่แน่ๆ ดูไม่ค่อยจะเหมือนแขกแถวเดลลีเท่าไรนัก

พวกเรามาหยุดกิน Lunch ที่ร้านอาหารระดับห้าดาวในเมืองเลห์ ชื่อร้าน La-Montessori restaurant เป็นร้านอาหารทิเบต (Tibatan Restaurant) หน้าตาอาหารระดับห้าดาวที่เราสั่งมากินก็เป็นอย่างที่เห็นในรูปนั่นล่ะครับ ไอ้ที่เห็นนี่เค้าเรียกว่า MoMo อ่านว่า โมโม่ เป็นแป้งห่อกับใส้เนื้อแพะบ้าง ผักบ้างแล้วแต่จะสั่ง หน้าตาคล้ายกะหรี่ปั๊ปบ้านเรา พวกเราสั่ง Mutton Fried MoMo (โมโม่เนื้อแพะ) Veg MoMo (โมโม่ผัก) แล้วก็อะไรอีกสองสามอย่างจำไม่ค่อยได้ รสชาดกล้ำกลืนฝืนทนมากสำหรับผม มันไม่อร่อยน่ะ ดูอย่างโมโม่ที่อยู่ในจานไอ้คุณต่อสิ ดำปี๋เลย แต่ไอ้คุณน้องหนุ่ยมันก็ใช้วิชาการเข้าข่มว่า เห้ยกินได้พี่ ไม่เป็นมะเร็งชัวร์ เพราะมันคือแป้งไหม้ ไหม้เสร็จมันคือถ่านไม่เป็นไร ถ่านกินได้ ไม่เหมือนพวกเนื้อสัตว์ที่ไหม้แล้วจะมีสารก่อมะเร็งน่ะ ดูซิ ไม่ทิ้งวิญญาณนักกิน เอ้ย..วิทยาศาสตร์ซะเลย

รูปนี้เป็นร้านกาแฟสุดเท่ห์ กลางเมืองเลห์ ทำเลเหมือน Time Square ในนิวยอร์คเป๊ะ ชื่อร้าน Softy Coffee House ผมมาร้านนี้สองที เพื่อจะมาลองให้มันรู้ไปว่าสวัสดีคอฟฟี่ของผมอร่อยกว่าเป็นไหนๆ ก็ครั้งแรกไปร้านนี้สาวเจ้าของร้านบอกให้รอประมาณ 15 นาที เครื่องต้มกาแฟต้องเสียบปลั๊กก่อนถึงจะเกิดความดันชงกาแฟได้ ผมเลยอูยรอนาน วันหลังดีกว่า พอวันรุ่งขึ้นก็มาอีกที ปรากฎว่าสาวเจ้าก็บอกเหมือนเดิมว่าให้รอ 15 นาที แล้วก็หันไปเสียบปลั๊กเครื่องทำกาแฟ จริงๆ ใครมาก็ต้องรอหมดทุกคนเพราะเธอจะไม่เสียบปลั๊กค้างเอาไว้ ผมเลยนั่งรอ ปรากฎว่าเธอใช้เนสกาแฟ ครับชงกับน้ำร้อน แล้วก้อเอานมมาเป่าฟองเติมลงไป ธ่อนึกว่ากาแฟสด ที่ไหนได้ Instant Coffee นี่นาแง้ว สวัสดีคอฟฟี่ชนะเลิศคร้าบ.... แฮ่ๆ

 

 

จริงๆรูปนี้จะถ่ายโรงเรียนในเลห์ เด็กสองคนนี้เห็นกล้องปุ๊ปรีบวิ่งเข้าใส่ทันที เลยได้รูปอย่างที่เห็น คนที่นี่ชอบถ่ายรูปแทบทุกคน พอบอกขอถ่ายรูปหน่อย ไม่มีปฎิเสธเลย แถมยังเก็กท่าให้ถ่ายหน้าตาเฉย ดีดี ชอบๆๆ ก็มีแต่บางคนเท่านั้นที่ไม่ยอมให้ถ่าย ส่วนใหญ่เป็นพวกผู้หญิงสูงอายุที่เค้าเชื่อว่าเวลาถ่ายรูปวิญญาณเข้าจะหายไปอยู่ในรูปด้วยอะไรประมาณนั้นเลยไม่ค่อยยอมให้ถ่าย

 

 

เห็นมั้ยล่ะเหมือนที่ผมบอกมั้ยว่า ขอถ่ายที่ไรเป็นเท่ห์ทุกที เก็กเข้าไปเก็กเข้าไป ยังงัยก็หล่อสู้คนถ่ายไม่ได้หรอกเฟ้ย..ธ่อ

 

 

เรื่องแปลกอีกอย่างที่พบทางอินเดียตอนเหนือก็คือ สี่แยกในเมืองเค้าไม่มีสัญญาณไฟจราจรอย่างบ้านเรา แต่จะเป็นป้ายอย่างในรูปนี่ล่ะครับมีสีแดง เหลือง เขียว เหมือนกัน แต่เป็นภาพน่ะ ไม่ใช่สัญญาณไฟ เพื่อบอกว่าให้หยุดก่อน..มองซ้ายมองขวา..แล้วค่อยไป เหมือนอย่างที่แม่สอนผมข้ามถนนตอนเด็กๆเลยครับ


อันนี้ก็เป็นภาพถ่ายให้เห็นหน้าตาร้านค้าทั่วๆไป เป็นประมาณนี้ทั้งเมืองเลยครับ (ถ้าใครได้ดูเรื่องแฟนฉันเนี่ย จะคิดเหมือนผมมั้ย ร้านทางซ้ายเป็นบ้านเจี๊ยบ ร้านทางขวาเป็นบ้านน้อยหน่า ตรงกลางเป็นร้านขายน้ำ แฮ่ๆ)

 

 

เดี๋ยวจะหาว่าผมไม่มีน้ำยา ไม่ถ่ายรูปสาวๆอินเดียมาให้ดู นี่ครับทีเดียวสามคนเลยเอิ้กๆ ดูกี่ทีก็เหมือนคนทิเบตไม่เหมือนอินเดียเลยเนอะ

 

 

ร้านขายขนมปัง ทำกันสดๆจากตรงนี้เลยครับ เวลาขายเค้าเอามือดำปี๋หยิบให้ใส่ถุงหนังสือพิมพ์ อยู่นี่นานๆ ต้องมีภูมิคุ้มกันเชื้่อโรคทุกยี่ห้อแน่ๆ ว่ามะ

ที่เห็นนี่เค้าเรียกเป็นภาษาปะกิตว่า Fountain แปลเป็นไทยว่าน้ำพุ แต่จริงๆมันคือท่อน้ำที่ต่อมาจากลำธารน้ำที่หิมะละลายมาจากยอดเขา เค้าจะต่อเข้ามาในเมืองเป็นท่อสาธารณะเห็นอยู่ทั่วไป เปิดไหลตลอดเวลา คนก็จะรองเอาน้ำจาก Fountain ไปใช้ตามบ้านนั่นเอง ใช้ทั้งซักล้างหรือเอาไปต้มกิน น้ำนี้กินทันทีไม่ได้เพราะเชื้อโรคเยอะมาก กินแล้วหน้าตาอาจเปลี่ยนไป ฉะนั้นต้องต้มให้เดือดก่อนทุกครั้ง


หน้าตาอย่างกะเด็กฝรั่งหล่อน้อยกว่าผมนิดเีดียวเลยถ่ายมาให้ดูกัน เห็นมั้ยคนที่นี่หน้าตาหลากหลายมากๆ

 

 

อย่างที่บอก รูปนี้ถ่ายตอนเดินขึ้น Leh Palace รอบที่สองที่มีพระมาเปิดประตูให้เข้าไปนั่นล่ะ พระท่านเดินนำพวกเราเดินตาม

 

 

รูปถ่ายเมืองเลห์จากยอด Lah Palace สวยจริงๆ

 

 

นี่ก็อีกมุมนึงบนพระราชวัง

 

 

รูปตู้ไม้เก่าๆ ในโถงพระราชวัง

 

 

รูปถ่ายในโถงพระราชวัง วิวที่หน้าต่างก็เป็นเทือกเขายาวสวยงามมาก

 

 

มุมนี้มาก๊อปปี๊ถ่ายกันทุกคน ยืนตรงนี้ถ่ายออกไปก็จะได้รูปเมืองเลห์ แต่เอ..ไอ้คุณต่อทำไมมันยกกล้องถ่ายมุมสูงอยู่นะ งงๆเหมือนกัน ถ่ายนกหรือค้างคาวน่ะท่านพี่

 

 

บนยอด Palace กับท่านพระทิเบตที่มาเปิดประตูวังให้พวกเรา แป็บเดียวมายืนเก็กให้พวกเราถ่ายรูปแล้ว

 

 

นี่ก็อีกรูป ไม่มีคำบรรยายใดๆ ให้ลึกซึ้ง ไม่ต้องมีคำบรรยายใดๆ ให้สวยเลิศเลอ ไม่ว่าอะไรมันคือเหตุผลว่าฉันนั้นรักเธอ ให้รู้ว่ารักเธอแค่นั้นพอ อุยๆๆ.... เราเป็นอะไรไปนี่

 

 

รูปนี้ถ่ายผ่านหน้าต่างหินบนพระราชวังนั่นล่ะ ข้างล้างเป็นเมืองเลห์

 

 

Windows 98 หน้าต่างวัง

 

 

รูปถ่ายตอนขาเดินลงจากวัง เห็นไอ้คุณต่อกะไอ้คุณหนุ่ยอยู่ไกลๆ

 

 

รูปถ่ายย้อนขึ้นไปบนวังอีกที เรียกว่าถ่ายสั่งลา

 

 

นี่ก้อสั่งลาอีกรูป

 

 

สั่งลาไม่เลิก เหอะๆๆ

 

 

รูปเด็กน้อยน่ารัก เก็กเป็นแต่เด็กเลยนะเนี่ย

ตืสรุปวันที่สองนี้ก็เที่ยวแต่ในเมืองเลห์ กลับมาถึง Oriental เพื่อมาทานข้าวเย็นวันนี้มี Pizza สไตล์ทิเบต ก็อร่อยแบบแปลกๆ แต่พวกเราสั่งให้เค้าต้มไข่ให้เราเพิ่ม กินไปคนละสามฟองแบบไม่กลัวเส้นเลือดอุดตันเลย เป็นไข่ต้มที่อรอ่ยที่สุดในโลกเลย มันคุ้นปากที่สุดน่ะ พวกเราเข้านอนตอนสามทุ่มครึ่ง แป็บเดียวก็หลับกันหมดเพราะเดินกันจนเหนื่อย