Home | DigiShot | Finger Dance | DigiBook | Watercolor Portfolio | Money Goes BZ | Resumé | Bout' Me
d


Day 2: Sun April 25, 2004 (Delhi-Leh)

นั่งรอกว่าจะได้ขึ้นเครื่องก็ปาเข้าไปตีสี่จะตีห้าโน่น Flight นี้ไม่ได้เป็น Direct Flight ที่จะบินไป Leh (อ่านว่า เลห์) เลยแต่ไปแวะที่ สนามบิน Jammu ก่อน Jammu เนี่ยก็อยู่ติดชายแดนเลยน่ะแถวๆแคชเมียร์นี่ล่ะ ที่สนามบิน Jammu นี่ ทหารถือปืนยืนกันอื้ออึง หันไปทางไหนก็เห็นแต่สีเขียว ไม่ใช่ต้นไม้น่ะแต่เป็นทหาร สงสัยจ้างมาระวังภัยเต็มอัตราเพราะที่นี่อยู่ติดปากีสถาน อาจเปิดศึกลุยกันได้ทุกเมื่อ ใครจะไปเที่ยว Kashmir ช่วงนี้อย่าไปเลย มีนักท่องเที่ยวถูกจับหายไปหลายคน แต่ที่ Leh นี่โอเคปลอดภัย เครื่องบินกว่าจะไปถึง Leh เนี่ยก็เกือบสิบโมงเช้า สนามบินที่ Leh เป็นสนามบินพาณิชย์ที่อยู่สูงที่สุดในโลก คือสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งสามกิโลกว่าๆ อากาศจึงบางมาก ออกซิเจนน้อยกว่าปรกจิเยอะ ตามหลัก Physic ที่ร่ำเรียนมาก็หมายถึงความดันอากาศจะต่ำมาก สังเกตได้จากขนมที่นำติดตัวไปนั้นพองแทบแตก เพราะอากาศในถุงมีความดันสูงกว่าอากาศข้างนอก ดูรูปดิ ป่องเชียว...

มาที่นี่อย่างที่บอกไม่ได้จองอะไรล่วงหน้า พวกเรามาตายเอาดาบหน้าจริงๆ ลงจากเครื่องบินก็เปิด Lonely Planet (หนังสือ guide book ยอดนิยมที่ไอ้คุณต่อเอามาจากเมืองไทย) หาโรงแรมก่อนเลย จริงๆต่อมันก็อ่านมาเยอะเหมือนกัน มันก็เลยบอกว่าพักที่ Oriental Guest House ดีกว่า หนังสือมัน Recommended ก็เลยให้ไอ้คุณน้องหนุ่ยอ้วนดำ เป็นผู้โทรไปเจรจาจองห้อง มาเที่ยวเลห์ช่วงเดือนนี้ดีไปอย่างเพราะยังมีนักท่องเที่ยวน้อย เรียกว่าแทบไม่มีจะดีกว่า แต่เค้าบอกว่าถ้ามาตอนเดือนหน้าเนี่ย คนตรึม

เป็นอันว่าพวกเราก็ปักหลักเอา Oriental guest house เป็นที่มั่นซะเลย ด้วยสนนราคาคืนละ 600 รูปีสำหรับสามคน (มี 1 extra-bed) ซึ่งราคาก็ถือว่าโอเค วิวจากห้องนอนที่นี่สุดยอดมากๆ มองออกไปเห็นทิวเขาสวยสะเด็ด ที่เลห์นี่ไม่มีโรงแรมใหญ่ๆให้เห็น ที่พักที่นี่มักจะเป็น Guest House ซึ่งดำเนินงานโดยคนในครอบครัว บรรยากาศกันเองดีมาก เราเช่ารถ Jeep 4x4 สีดำสนิทเท่ห์สุดๆจากสนามบิน ให้มาส่งพวกเราที่ Oriental หน้าตา Guest House ก็เป็นอย่างที่เห็นในรูปซ้ายมือนี่ล่ะ

พอเราไปถึง Oriental ก็มีสาวหน้าตาออกไปทางทิเบต ไม่เหมือนคนอินเดียมาให้การต้อนรับเรา เธอมีนามว่า Phunchok อ่านว่าพูนชุก (ทำปากยื่นๆเวลาออกเสียงคำว่า "ชุก"... ลองอีกที... พูนชูกกกก...อืมนั่นล่ะ) เพื่อความสะดวก พวกเราเลยเรียกเธอเป็นไทยๆว่า แม่นางพูนสุข นั่นเอง อายุเธอคงประมาณยี่สิบต้นๆ ไม่น่าเชื่อครับว่าเธอจะแข็งแรงขนาด มาถึงคว้าเป้ผมกับเป้ไอ้คุณน้องหนุ่ยไปแบกบนไหล่ซ้ายขวาหน้าตาเฉย ผมแบกของผมเองคนเดียวยังซี่โครงเบี้ยวไปข้าง แต่โอ้มายก๊อดเธอแบกสองเป้เท่ห์ระเบิด พวกเราได้พักบนชั้นสาม ห้อง 303 แต่พวงกุญแจเขียนเบอร์ห้อง 202 เลยไม่กล้าเอาไปแทงหวยเพราะไม่รู้มัน 303 หรือ 202 กันแน่ พวกเราเดินตามเธอขึ้นมาบนชั้นสาม ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าผมหอบแห่กๆ แค่เดินขึ้นกระไดแค่สามชั้น เหนื่อยจริงๆครับ อยากที่บอก อากาศมันบางมาก อีกคนที่พวกเรารู้จักภายหลังที่มาช่วยเราเรื่องการ plan ตารางการเที่ยวก็คือ ดาว่า (Dawa) นั่นเอง เป็นพี่ชายของพูนสุข เป็นคนบริหารงาน Guest House ที่เราอยู่นี่เอง รูปทางซ้ายมือเป็นรูปที่ดาว่าอุ้มลูกสาวชื่อ นาดูลลล..แก้มแดงหน้ารักมากๆ ถ่ายหน้า Oriental ตอนเช้าวันต่อมา

มาถึงเลห์นั่งได้พักเดียวก็เริ่มเกิดอาการปวดหัวใจคิดถึงคุณอ้อย เอ้ยไม่ใช่ ปวดหัวจริงๆ พวกเราปวดกันหมดทุกคน อาการที่พวกเราเป็นอยู่นี้ เรียกกันเท่ห์ๆว่า AMS ย่อมาจาก Accute Mountain Sickness บางคนอาจจะไม่เป็น แต่ส่วนใหญ่จะเป็นกัน เนื่องจากร่างกายเราปรับตัวไม่ทันกับอากาศที่มันบางกว่าปรกติ ทำให้อ๊อกซิเจนในเลือดและสมองน้อยกว่าปรกติ บางคนจะมีอาการเวียนหัว ถึงอาเจียนได้ แก้ได้ด้วยการนอนเฉยๆและดื่มน้ำเยอะๆ พวกเราถูกห้ามให้ทำอะไรในวันแรกเพราะ AMS มันถึงตายได้ เราก็เลยได้แต่นอน น้อน นอน อย่างเดียวครับ วันนั้นจำได้ว่ากินน้ำขวด 2 ลิตรไปสองขวด อิ่มน้ำสุดๆ

พอตกเย็นเรากิน Dinner ที่ Oriential นั่นล่ะ มีผัดหมี่ Chowmein อร่อยดี แต่ต่อบอกว่ามันไปหน่อยกินแล้วเลี่ยน แต่ผมว่ามันอร่อยกว่าไอ้พวก Dal หรือ Alu Curry เป็นไหนๆ แล้วก็มีซุปซึ่งอร่อยมากขอบอก ลืมเล่าไปตอนมาถึง Oriential ได้เจอกับ Jeet และ Venu ซึ่งเป็นคนอินเดียนี่ล่ะเค้าเขียนหนังสือเหมือนกัน กำลังจะกลับ Delhi อีกสองสามวันข้างหน้า เค้ามาเที่ยวตอนเหนือประมาณ 6 วัน ก็เลยนั่งคุยกับเค้าแล้วก็ถามว่าไปไหนดี อันไหนสวย เค้าบอกว่าสวยหมด Jeet บอกว่าวันรุ่งขึ้นจะเอา Itinerary มาให้ดูว่าเค้าไปไหนมาบ้าง ตกกลางคืนพวกเราก็เลยไปคุยกับดาว่าให้ช่วยดูให้หน่อยว่าเราควรไปไหนดี เพราะเรามีเวลาอยู่ทางตอนเหนือประมาณ 11 วัน จริงๆ ต่อมันรู้แล้วล่ะว่าจะไปไหนบ้าง แต่ให้ดาว่าเค้าช่วยดูอีกทีว่าจะไปไหนก่อนหลังกี่วันดี

รูปข้างซ้ายมือที่เห็นถ่ายจากหน้าต่างห้องน้ำในห้องนอนพวกเราเองเห็นมั้ยวิวสวิซเลยนะคร้าบ อึไปดูวิวไปมีความสุขที่สุด ยิ่งตอนกลางคืนนะ สุดจะโรแมนติกเลย ดาวเต็มฟ้าเหมือนนัยตาของเธอ ดาวจริงๆ เต็มฟ้าเลยครับ ระยิบระยับไปหมด แล้วท้องฟ้าที่นี่ก็ไม่ค่อยมีเมฆมาก ฟ้าเป็นสีฟ้าจริงๆ กลางคืนยังเห็นฟ้าเป็นสีฟ้าเลยครับ ไม่เชื่อดูรูปซ้ายมือข้างล่างสิ ถ่ายจากหน้าต่างห้องนอนตอนกลางคืน สุดยอดเลยนะ ผมไม่เคยนึกเลยว่าอินเดียจะสวยแบบนี้ เพราะมีแต่คนพูดในแง่ลบซะส่วนใหญ่ เทือกเขาส่วนใหญ่ในอินเดียตอนเหนือนั้นมันจะเป็นเทือกเขาที่ไม่มีต้นไม้ มีแต่หิมะปกคลุม แล้วก็เป็นหินสีต่างๆ ซึ่งไม่ค่อยเหมือนภูเขาที่อื่นๆ ผมเคยไปแคนนาดาก็ไม่เป็นอย่างนี้ เทือกเขาสีสันผิดกันเลย สวยไปคนละแบบ

พูดถึงห้องพักที่ Oriental Guest House นี้ก็ทำให้คิดถึง Heater เครื่องทำความอุ่นในห้องนอน รูปร่างคล้ายๆพัดลมเลย แต่ใช้แก๊ส แล้วก้อมีตัวจุดไฟให้ติด คล้ายๆเตาแก๊สปิคนิคบ้านเรา แต่ท่านครับ หลังจากเครื่องทำงานสักพัก ไปยืนใกล้ๆ ขนขาท่านอาจไหม้ได้ เพราะร้อนมากๆ ต่อมาภายหลังพวกเราให้พูนสุขเอาออกไปเพราะมันเหม็นแก๊สมาก นอนไปอีกสองสามวันตัวอาจเหลืองได้ แล้วอีกอย่างลดค่าห้องได้อีกคืนละตั้ง 100 รูปีถ้าไม่เอา Heater นี่น่ะ