Home | DigiShot | Finger Dance | DigiBook | Watercolor Portfolio | Money Goes BZ | Resumé | Bout' Me
d


Day 1 : Sat April 24, 2004 (Bangkok - Delhi)
เมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับเลย เพราะตื่นเต้น ไม่ใช่ตื่นเต้นเพราะได้ไปเที่ยวหรอก แต่เพราะตื่นเต้นที่จะต้องขึ้นเครื่องบินอีกแล้ว ผมมีอคติกับเครื่องบินตั้งแต่สมัยบินกลับจากฮาวายเมื่อ 4 ปีก่อนโน้น เครื่องบินผมตกหลุมอากาศอย่างแรง แอร์ที่ยืนอยู่ล้มลุกคลุกคลาน ผู้โดยสารร้องตกใจกันใหญ่ ผมไม่เคยรู้เลยว่าจะมีหลุมอากาศขนาดเบ่อเร่อแบบนี้ด้วยเหรอ เหมือนรถบรรทุกที่วิ่งตกลงไปในหลุมขนาดใหญ่มากๆ เสียงดังสนั่น ตอนนั้นนึกว่าตายแล้วกู เครื่องบินตก จากนั้นนักบินก้อลดเพดานบินอย่างรวดเร็วจนรู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในไวกิ้งในสวนสนุก เสียวท้องมาก เพราะลงแบบ Free Fall เลย ตอนนั้นคิดว่า อ๋อเครื่องบินตกมันเป็นอย่างนี้เอง ตอนนี้เวลาขึ้นเครื่องบินทีไรจะปลงก่อนเลยว่า ไม่เป็นไรถ้ามันจะตายมันก้อต้องตาย คิดอย่างนี้ทุกที ตลกตัวเองเหมือนกัน

อย่างที่บอก Trip นี้เป็นอะไรที่กระทันหันมาก ปุ๊ปปั๊ป ผมเลยไม่ได้เตรียมตัวก่อนไปเลย ปรกติไปเที่ยวไหนนานๆ ก้อจะค่อยๆจัดกระเป๋าไปเรื่อยๆ แต่ครั้งนี้จัดกระเป๋าเมื่อคืนวันเดียว ไม่รู้ว่าจะลืมอะไรไปหรือป่าว วันนี้ตื่นขึ้นมาตอนประมาณ 7 โมงกว่าๆ ก้อยังมาจัดกระเป๋าต่ออีกนิดหน่อย คุณอ้อยมารับผมไปสนามบินตอนประมาณ 9 โมงกว่าๆ ขอขอบพระคุณมากๆเด้อ มาถึงสนามบินเร็วกว่าที่นัดต่อไว้ เลยไปนั่งกิน BurgerKing กันก่อน นั่งได้สักพักต่อก้อมาถึง จริงๆแล้ว Trip นี้มีสมาชิกร่วมอุดมการณ์อีกคนคือ ไอ้คุณหนุ่ย สาวห้าวที่ไอ้คุณต่อมันชวนมาร่วม Trip ด้วย ไอ้คุณน้องหนุ่ยนี่มาทีหลังสุด พวกเราพร้อมกันทั้งหมดที่ร้าน BurgerKing รอจนกระทั่ง 11 โมง พวกเราก้อย้ายก้นกันไป Check-in กระเป๋า สายการบินที่เราจะไปก้อคือ Indian Airline (IA) เพราะถูกกว่าการบินไทยตั้ง 8,000 บาท เน้นประหยัด เที่ยวบินเรามาถึง Delhi ตอนประมาณ 18:30น (Local Time) ใช้เวลาบินประมาณ 4 ชม.กว่าๆ ไม่มีหลุมอากาศใหญ่ยักษ์ให้ผมเสียวเล่น แต่นั่งเกร็งๆมาตลอดทาง ลงจากเครื่องบินคิดว่าอากาศจะร้อนที่ไหนได้ อากาศเย็นสบายดี น่าจะประมาณ 26-27 องศาซีเห็นจะได้ พอมาถึงพวกเราก็ตกลงกันว่าจะออกไปเที่ยวในตัวเมือง Delhi กันเพื่อฆ่าเวลากันหน่อยเพราะ ต้องต่อ Flight ไปที่ Leh (เมืองเลห์) อีก ก้อขอแวะ Delhi หน่อยนึงล่ะกันเพราะไม่งั้นต้องรอตั้ง 12 ชม.

เราเลยเอากระเป๋าไปฝากที่สนามบินกันแล้วก้อเช่า Taxi ออกไปตะลอนเมืองด้วยราคา 800 รูปี (800 รูปี เท่ากับประมาณ 700 กว่าๆรูไทย เอ้ย 700 กว่าบาทนั่นเอง เพราะเงินไทยแข็งกว่าเงินรูปีนิดหน่อย) คนขับรถเราชื่อรามีส (Ramesh) พูดน้อยต่อยหนัก ผิวดำเหมือนแขกทั่วไป เราให้รามีสไปแวะโน่นแวะนี่เรื่อยเปื่อยตามทาง แล้วก็ไปถ่ายรูปที่ Indian Gate อย่างที่เห็นในรูปนั่นล่ะ สวยดี แต่ตอนไปถ่ายเนี่ยยุงเยอะมากๆ แล้วแขกท่านก็กรูเข้ามาคุยด้วย 5-6 คน สงสัยจะมาจีบไอ้คุณน้องหนุ่ย เห็นหุ่นเธอแบบนี้เป็นที่ต้องตาชายอินเดียยิ่งนัก ไม่น่าเชื่อเลยครับท่านผู้ชม


รูปถ่าย Indian Gate ตอนกลางคืนสวยไปอีกแบบ กว่าจะได้รูปนี่เสียเลือดให้ยุงไปหลายหนอ

แล้วก้อขับรถไปเรื่อยๆจอดนู่นจอดนี่อย่างไร้จุดหมายเพื่อฆ่าเวลา ไปเดินตลาด Junpath ด้วย ส่วนใหญ่คนมาเที่ยวเดลี ก็ต้องมาเที่ยวตลาดนี้เพื่อซื้อของฝาก ตลาดนี้ก้อเหมือนกับตลาดนัดบ้านเรานั่นล่ะมีของขายเต็มไปหมด ที่นี่มีร้านขายน้ำมะนาวโซดาขายข้างทางเต็มไปหมด จริงๆผมก็ชอบกินนะ แต่ถูกขู่ไว้เยอะว่า กินเข้าไปท้องอาจร่วงลงมากองกะพื้นได้ เลยไม่กล้าเท่าไร แขกท่านจะเอามะนาวมาคั้นใส่แก้วแล้วก้อใส่น้ำ จากนั้นจะมีปั๊มมือกด gas ลงไปผสมชักขึ้นชักลง แป็บเดียวก้อได้น้ำมะนาวโซดา ใครกินเสร็จก้อเอาแก้วเดิมนั่นล่ะชงต่อให้คนอื่นกินต่อแบบไม่ต้องล้างเลย แฮ่ๆ แค่นี้คงคิดภาพออกนะครับ


ซ้าย: ตลาด Junpath คนเดินซื้อของเต็มไปหมด
กลาง:ร้านขายน้ำมะนาวโซดารถเข็น
ขวา: ไอ้คุณต่อกำลังนั่งดวดอาหารอินเดียมื้อแรกที่ Delhi คนอินเดียชอบกินอาหารใส่จานสแตนเลสอย่างที่เห็นนี่ล่ะ ดูไม่น่ากินเลย

เดินไปเดินมาจนพวกเราเกิดอาการหิวโซเห็นช้างตัวเท่ามด เลยเดินไปหาร้านอาหารอินเดียกระแทกปากกันซะหน่อย นี่เป็นอาหารอินเดียออริจินอลมื้อแรกในชีวิตผมถ้าไม่นับรวมโรตีกับข้าวหมกไก่ จริงๆอาหารอินเดียแบบต้นตำรับก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่ได้ยินคำล่ำลือมานะ จะมีพวก แกงถั่วที่เรียกว่า Dal Curry แล้วก้อ แกงมัน Alu Curry แล้วก้อเป็นแป้งแผ่นที่เรียกว่าแช็บปาตี Chapati เถลไถลไปมาแป็บเดียวก้อรู้สึกร้อนๆง่วงๆ ยังไงบอกไม่ถูก พวกเราก็เลยกลับมาสนามบินกันเพื่อรอเวลาต่อเครื่องไป Leh นั่งรอตั้งแต่ห้าทุ่มยันตีสี่กว่าๆ ถึงจะได้ขึ้นเครื่อง สนามบินภายในที่อินเดียนี้ค่อนข้างแปลก หรือเป็นเฉพาะสายการบิน IA ก็ไม่รู้ เวลา Check-In กระเป๋าขึ้นเครื่อง หลังจากที่เราเดินเข้ามาที่ Gate เพื่อที่จะขึ้นเครื่องแล้วเราต้องไป Identify กระเป๋าอีกที เพื่อบอกว่าเนี่ยกระเป๋าเราจริงๆนะแบกขึ้นเครื่องไปด้วย ถ้าไม่ไป Identify เนี่ยไปถึงที่หมายแล้วกระเป๋าเราคงยังกองอยู่ตรงนั้นไม่ไปไหน การ Identify กระเป๋าก็ไม่มีอะไรมาก แค่ไปชี้ให้ท่านแขกดูว่าใบไหนของเรามั่งเท่านั้นเอง อีกอย่างหลังจากเอากระเป๋าผ่านเครื่อง X-Ray แล้วอย่างลืมเอา Tag ที่เค้าแจกมาติดกระเป๋าให้หมดทุกใบ ไม่อย่างนั้นจะถูกไล่ให้เอากระเป๋ามา X-Ray ใหม่ ผมโดนไล่ให้เอา Tripod ไปเข้าเครื่อง X-Ray ใหม่อีกครั้งเพราะไม่มี Tag น่าเวียนหัวจิงๆ