August 6-9, 2004 (BKK-HK-Shenzhen)

รอบนี้เป็นรอบที่ 5 ที่ผมมาฮ่องกง มาครั้งนึงก็ประมาณ 3 วันคือไม่ได้เที่ยวแต่จะซื้อของอย่างเดียว เพราะฉะนั้น 3 วันก้อเกินพอแล้ว เดินกันขาเดี้ยง ส่วนครั้งนี้ตอนแรกก็กะจะไปแค่ 3 วัน แต่พ่อผมอยากจะไปเยี่ยมญาติที่เสิ่นเจิ้นด้วย เลยต้องไปทั้งหมด 4 วัน ทริปนี้ทีแรกมีสมาชิกร่วมอุดมการณ์ประมาณสิบคน ไปๆมาๆเหลือกันแค่ 6 คนเท่านั้น แรกเริ่มเดิมทีมีเจ๊กบกับพี่เล็กชวนผมไปฮ่องกง เพราะช่วงนี้ของทุกปีจะมีเทศกาลลดกระหน่ำ พวกเรากะจะไป shopping พาแม่ไปด้วย ส่วนพ่อผมนั้นคงไม่เหมาะกับการเดิน Shopping มาราธอนอย่างที่พวกเราทำเพราะพ่อคงเดินไม่ไหวแน่ๆ คงไปส่งพ่อที่เสิ่นเจิ้นอย่างเดียวแล้วพวกเราก็ข้ามกลับมาเที่ยวที่ฮ่องกง ตอนแรกก็จะมีน้องๆพี่ๆ ที่บริษัทพ่วงไปด้วย สิริรวมทั้งหมดในตอนนั้นก็สิบคนพอดี เราให้ไอ้น้องกล้วยที่บริษัทผม เป็นคนจองตั๋วให้เพราะมันจองได้ถูกกว่าพี่แนน แต่เนื่องจากช่วงที่เราจะไปกันมันเป็นช่วง peak เลย ตั๋วเครื่องบินเต็มตลอด Flight ที่อยากไปก็เต็มตลอด ชื่อของพวกเราอยู่ใน waiting list จนวินาทีสุดท้าย สรุปก็ต้องเลื่อน Trip ไปเพราะจองตั๋วเครื่องบินไม่ได้จริงๆ แต่ในที่สุดก็จองตั๋วกับโรงแรมจนได้ สรุป Agent ที่เราเลือกใช้ที่กล้วยแนะนำมานั้น ไม่ค่อยจะเป็นโปรสักเท่าไร กว่าจะได้ตั๋วเครื่องบินกะโรงแรมเล่นเอาพวกเราเหนื่อยเลย เพราะเลื่อนแล้วเลื่อนอีก จนสมาชิกเหลือแค่หกคนเท่านั้นเฉพาะครอบครัวผมเท่านั้น

พวกเราเรานัดกันที่บ้านผมตอนตีห้า เพราะพ่อแม่พี่น้องต้องมาจากเมืองชล เอารถมาจอดไว้ที่บ้านผมแล้วนั่งรถ Taxi ไปกัน เราไปถึงดอนเมืองหกโมงครึ่งก็เอากระเป๋าไป Check-In กันเลย พ่อกะแม่ผมเอาผลไม้จากเมืองไทย มีมังคุด ลำใย แล้วก็เงาะ ไปฝากอากูที่เมืองจีนด้วย ใส่จนเต็มกระเป๋าหนักจิงๆ แต่น้ำหนักรวมของกระเป๋าก็พวกเราทั้งหมดก้อยังอยู่ในพิกัด เครื่องเราออกแปดโมงสี่สิบห้านาที เราเลยไปนั่งกินข้าวเช้ากันที่ Black Canyon ที่ในสนามบินกันก่อน


บรรยากาศภายในเครื่องบิน และรถเมล์ที่เรานั่งไปบ้านอากู


รูปซ้ายเป็นบรรยากาศเมืองเสิ่นเจิ้น ส่วนรูปขวาก้อเป็นอากู น้องสาวพ่อผมเอง

ขาบินไปฮ่องกงเป็นเครื่อง Airbus ไม่มีหลุมอากาศค่อยยังชั่วหน่อยนึง เรามาถึงฮ่องกงประมาณเกือบเที่ยง (เวลาฮ่องกงเร็วกว่าเราชั่วโมงนึง)ใช้เวลาบินประมาณสองชั่วโมงครึ่ง อาผิน เป็นญาติพ่อที่เสิ่นเจิ้นมารับพวกเราที่สนามบิน ผมเคยเจออาผินเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ครั้งนั้นเค้าพาผมไปตระเวนหาซื้อกีตาร์ทั่วฮ่องกงเลย อาผินเป็นคนจีนแผ่นดินใหญ่ แต่มาทำงานอยู่ที่ฮ่องกง พูดไทยไม่ได้ อังกฤษไม่ได้ ได้แต่ภาษาจีน ผมเลยสื่อสารกับเค้าไม่ได้ ต้องผ่านพ่อผม พวกเรา plan กันว่าจะไปนอนเสิ่นเจิ้นคืนแรก แล้วทิ้งพ่อไว้กับอากูที่เมืองจีน แล้ววันกลับให้อาผินมาส่งพ่อที่สนามบินที่ฮ่องกง พ่อให้อาผินเช่ารถตู้จากเมืองจีนข้ามมารับพวกเรา แต่อาผินบอกว่าไม่สะดวกเพราะต้องทำเอกสาร immigration ค่อนข้างยุ่งยาก เลยพาเราไปขึ้นรถเมล์ไป แล้วไปต่อรถไฟฟ้า KCR เพื่อไปลงสถานีรถไฟสุดท้ายที่เมือง Lo Wu จากนั้นเพวกเราก็ผ่าน Immigration ขาออกของฮ่องกง แล้วเข้าเมืองจีนที่เสิ่นเจิ้น ก่อนเข้าเมืองจีนนั้น พวกเราก็ต้องผ่าน Imigration ของเมืองจีนอีกทีนึง ซึ่งตอนขาเข้านี้เสียเวลามาก เพราะต้องทำวีซ่าเข้าเสิ่งเจิ้นด้วย เสียค่าทำวีซ่าคนละ 150 HK$ คิดเป็นเงินไทยก็ราวๆ 800 บาท จริงๆทำวีซ่าเข้าเสิ่นเจิ้นไม่ยากอะไรแค่ไปกรอกฟอร์มแล้วก้อจ่ายตังก็ได้วีซ่ามา แต่ต้องเสียเวลารอหน่อยเท่านั้นเอง

ในที่สุดพวกเราผ่าน immigration เข้ามาเสิ่นเจิ้นได้อย่างไม่ยากเย็นนัก พอเข้ามาเขตจีนเราก็เจออากู ซึ่งเป็นน้องสาวของพ่อผมเอง เอารถตู้มาจอดรอรับเรา อากาศที่นี่ร้อนพอๆกะเมืองไทยเลยครับ พวกเราขนของขึ้นรถตู้แล้วบอกให้พ่อส่งภาษาจีนเสียงดังฟังชัดกับอากูว่า หิวซิกหายไปหาอารายกระแทกปากกันก่อนเหอะ พวกเราออกจากจุดตรวจคนเข้าเมืองมุ่งตรงไปยังร้านติ่มซำที่ชื่อว่า "The Delicious Restuarant in the Park" ชื่อโคตะระเท่ห์ระเบิด แต่ไม่เข้าไปในร้านแล้วไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับ Park สักนิด ร้านนี้ห่างจากบ้านอากูเพียงแค่โค้งเดียว เดินมาได้สบาย น่าจะเป็นภัตตาคารระดับห้าดาวในระแวกนั้น แต่บอกตรงๆ สู้ติ่มซำบ้านเราไม่ได้เลยนะ ของบ้านเราอร่อยกว่าเป็นไหนๆ หลังจากอิ่ม ก็เดินไปบ้านอากูซึ่งเราจะพักกันที่นี่ บ้านอากูเป็นอพาร์ทเม็นต์อยู่ชั้นที่สี่ จริงๆก็คือตึกแถวเหมือนบ้านเรานั่นล่ะ แต่อากูอยู่ชั้นที่สี่


ที่ร้านติ่มซำที่เราไปกินกัน ไม่ค่อยอร่อยเท่าไร

พวกเรานั่งคุยกับอากูจนกระทั่งเกือบหกโมง Carrie ก็โผล่เข้ามา Carrie เป็นลูกของญาติๆกันนั่นล่ะ ถ้าลำดับญาติกันแล้วเค้าคงเป็นประมาณหลานผมเห็นจะได้ Carrie พูดภาษาอังกฤษได้ผมเลยมีโอกาสถามนู่นถามนี่เธอในสิ่งที่อยากรู้ พวกเราขอให้เธอพาออกไปเดิน Shopping ในย่านของถูกด้วย เนื่องจากเราจะต้องนั่งรถ Taxi ไป แต่ Taxi ที่นี่นั่งได้เพียง 4 คน พ่อกะแม่ก็เลยไม่ได้ไปกะเราด้วย มีเพียง ผม พี่เล็ก เจ๊กบ และก็ Carrie ไปด้วยกัน พวกเราเดิน Shopping จนกระทั่งเกือบห้าทุ่ม ก้อกลับมาถึงบ้านอากู วันนั้นพวกเราหลับเป็นตายเพราะเดินกันจนเหนื่อย


หน้าบ้านอากู ตู้จดหมายเต็มไปหมด เพราะมีหลายครอบครัวอยู่ในนั้น บ้านอากูอยู่ชั้นสี่ของอพาทเม้นท์นี้


วันที่สองวันนี้ตามแผนคือจะทิ้งพ่อไว้ที่บ้านอากู แล้วพวกเราจะไปฮ่องกงกัน อากูพาเราไปกินติ่มซำร้านเดิมตอนเก้าโมงเช้า จากนั้นเราก็ให้พ่อของ Carrie ขับรถพาเราไปส่งที่สถานีรถไฟ รถติดมากๆ พวกเราติดอยู่ในรถเป็นชั่วโมงตรงหน้าสถานีรถไฟ กว่าจะมาถึงก้อบ่ายกว่าๆ พวกเราผ่าน Immigration ขาออก และกลับเข้า HK ได้ไม่ยากเย็นเท่าขามา จากนั้นเราก็่ต่อรถไฟฟ้า KCR วิ่งยาวถึง Kowloon เลย มาถึง Kowloon ก็บ่ายสองกว่าๆ ใช้เวลาไม่นานเท่าไร พวกเราพักที่ Kowloon Hotel ไปถึงต้องรอห้องอีกเพราะห้องยังไม่ได้ Clean เลยฝากกระเป๋าไว้ก่อน แล้วก้อออกเดิน Shopping ชิมลางเลยพวกเราไปเดินเล่นแถว Avenue Star ซึ่งเป็นทางเดินยาวริมทะเล สวยมากๆ มีคนมาแสดงดนตรี และขายของมากมาย วันนี้ไม่มีอะไรมาก กว่าจะได้นอนก็ปาเข้าไปเที่ยงคืนพอดี


นี่ตอนเดินไปขึ้นรถไฟฟ้า KCR เพื่อไป Kowloon


บรรยากาศฮ่องกงยามค่ำคืน รูปขวาถ่ายจาก Avenue of Star วิวสวยมากๆ

วันที่สามของทริปเริ่มต้นด้วยการเดินไปกินสุดยอดโจ๊กฮ่องกงร้านดัง ขายดีมีคนไทยไปกินเยอะจนคนขายพูดไทยได้ปร๋อเลย ไปกินกันสี่คนหมดไป 200 HKD แพงสุดๆ วันนี้เรา plan กันว่าจะไปเที่ยว Stanley Market ที่ฝั่งฮ่องกงกัน อ่านจากหนังสือแล้วมันเป็นตลาดขายของแบบ JJ บ้านเรานั่นล่ะ พวกเรานั่งรถไฟฟ้า MTR จากฝั่ง Kowloon ที่พวกเราพัก มาลงฝั่ง Hongkong เพราะ Stanley Market อยู่ฝั่งฮ่องกง รถไฟฟ้าสาย MTR เป็นคนละสายกับ KTR ที่พวกเรานั่งมาจากเสิ่นเจิ้น แต่มันเชื่อมกัน


เจ๊กบกำลังกดตั๋วรถไฟฟ้า MTR อยู่


ร้านน้ำขายผลไม้ข้างทาง

พวกเราต้องต่อรถเมล์อีกเพื่อที่จะมา Stanley Market แต่ในที่สุดก้อมาถึงตลาดจนได้ตอนประมาณสิบเอ็ดโมง เราเดินเล่นกันจนถึงบ่ายสองโมงแล้วก็แวะซื้อเบเกอรี่กินกัน สักพักซื้อของกันเสร็จก้อกลับโรงแรมมาอาบน้ำ พักได้แป็บก้อออกมา Shopping ต่อ มาครั้งนี้ได้ไปหลายๆย่านใน Hongkong ทั้งย่านขายเสื้อผ้า ย่านขายเครื่องไฟฟ้า ตลาดปลาทอง ได้ไปดูร้านจักรยานด้วย วันนี้เลยเดินทั้งวัน เล่นเอาผมปวดหลังเลย


ป้ายบอกทางที่ Stanley Market รูปขวาเป็นพี่สาวกะแม่ วัยรุ่นกันสุดๆ


บรรยากาศของ Stanley Market จะมีร้านอาหารสวยๆหลายร้านเลย


ดูคนเดินตลาดดิ เยอะแยะไปหมด


นี่ก้อถ่ายในตัวตลาดเลยเหมือน JJ บ้านเราไม่มีผิด


ถ่ายจากระยะไกลก้อจะเห็นตลาด ข้างหลังติดทะเล


นี่ก้อรถ Taxi คนที่นี่ไม่นิยมมีรถเพราะที่จอดราคาแพง ส่วนใหญ่คนอยุ่ในอพาทเม้นท์หาที่จอดยาก


ป้ายโฆษณาสวยๆ มีให้เห็นเต็มเมืองเลย


ถนนหนทาง แบะรถเมล


เดิน Shopping กันหนุกหนาน


คนที่นี่ไม่หลับไม่นอน shopping กันยิ่งดึกคนยิ่งเยอะ แสงสีป้ายก้อสวยทีเดียวเลยครับ


แวะซื้อหมูปิ้งข้างทางด้วย

วันสุดท้ายของทริป ผมกับเจ๊กบต้องกลับไปเสิ่นเจิ้นเพื่อไปรับพ่อกลับมา ไปถึงโน่นก้อเที่ยงพอดี พาพ่อกลับมาแล้วก้อไปแวะกินข้าวหน้าเป็ดกัน แวะเดินเล่นที่ Ocean Terminal สักพักก้อนั่งรถไปสนามบิน ไปถึงสนามบินห้าโมงเย็น แล้วก้อเดินโต๋เต๋รอจนกระทั่งขึ้นเครื่องตอนสองทุ่ม


นี่ถ่ายตอนไปรับพ่อกลับวันสุดท้ายครับ