Home | DigiShot | Finger Dance | DigiBook | Watercolor Portfolio | Money Goes BZ | Resumé | Bout' Me

 




 
 

ต่อไปนี้เป็นบันทึกที่ผมไปปฎิบัติธรรม ณ วัดอัมพวัน อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งถือได้ว่าเป็นมงคลชีวิตของผมจริงๆ ต้องขอขอบพระคุณพี่เลี่ยมหัวหน้าผมที่ได้บอกบุญและทำให้ได้มารู้จักและปฎิบัติธรรมกับหลวงพ่อที่นี่ และส่วนหนึ่งที่ได้อ่านจากหนังสือของหลวงพ่อจรัล รวมทั้งหนังสือที่ลูกศิษย์ของท่านเขียนเกี่ยวกับกฎแห่งกรรม ทำให้ผมเกิดศรัทธาและอยากจะลองไปปฎิบัติธรรมดูบ้าง ซึ่งความรู้ทางด้านนี้ผมมีน้อยมากเท่าหางอึ่งเพราะไม่เคยใส่ใจที่จะศึกษาเลย ศรัทธาและความอยากที่จะไปนั่งกรรมฐานที่เกิดขึ้นจากการอ่านหนังสือสองสามเล่มนั้น เป็นเพียงคิดกับตัวเองว่าคงจะได้สมาธิและหลักธรรมที่จะมาใช้ในการดำรงชีวิตหรือใช้ยึดเหนี่ยวเวลาที่เกิดปัญหาขึ้น แต่สิ่งที่ผมได้จากการไปนอนที่วัด 7 วันนี้ กลับต่างไปจากสิ่งที่ผมคิดในวันนั้นอย่างมาก

พี่เลี่ยมสนับสนุนให้ผมมาปฎิบัติธรรรมที่นี่โดยไม่ต้องพะวงเรื่องงาน จึงถือได้ว่าเป็นโชคดีของผมจริงๆ ผมเลยตัดสินใจจะมากับพี่แนนและน้องสาว ซึ่งวันที่เราตกลงนัดกันไปคือวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2546 ที่ผ่านมาซึ่งเป็นวันโกน (วันก่อนวันพระหนึ่งวัน) ถ้าใครอยากจะไปปฎิบัติธรรมที่วัดนี้ จะไปได้สองแบบคือ ไปแบบเจ็ดวันซึ่งต้องไปเข้าเริ่มปฎิบัติในวันโกน หรือ ไปแบบสามวันก็จะต้องไปเข้าวันศุกร์ ไปไปมามาผมก้อได้ไปกะพี่แนนแค่สองคน เพราะน้องสาวติดงานของพี่รี

วันที่ 12 กพ 2546 (DAY 1)
ผมไปรับพี่แนนที่หอตอนประมาณเที่ยงกว่าๆ ออกจากกรุงเทพก้อบ่ายกว่าๆแล้ว พวกเราเป็นพวกชอบแวะไปตามทางตั้งแต่ออกจากกรุงเทพก้อแวะซื้อนู่น กินนั่น ไปแวะปั๊ม JET กิน A&W แล้วก้อไปซื้อกาแฟบ้านไร่กินไปก้อด่าไปว่าแพงไม่อร่อยอีกต่างหาก จนประมาณบ่ายสามโมงก้อมาถึงที่วัด ผมเลี้ยวรถเข้ามาจอดหลังวัดตามคำแนะนำของพี่เลี่ยม ที่จอดรถดีเพราะมีหลังคาคลุม รถไม่ต้องตากแดด


ลานจอดรถหลังวัด สะดวกสบาย

ลงจากรถก้อหิ้วกระเป๋าไปดุ่มๆ ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรก้อถามคนในวัดแถวนั้นว่าจะมาปฎิบัติธรรมต้องไปติดต่อที่ไหน เค้าก้อชี้ไปทางด้านหน้าวัดให้ไปลงทะเบียนก่อน คนที่จะมาปฎิบัติธรรมที่นี่จะต้องลงทะเบียนทุกคน เพราะเค้าจะได้รู้ยอดว่ามาเท่าไรจะได้ทำอาหารได้ตามจำนวน วันที่ผมไปวันนั้นเป็นวันเริ่มต้นวันแรกสำหรับผู้ที่จะเข้าปฎิบัติ 7 วัน แม่ชีให้กรอกใบสมัครแล้วก้อแจกบัตรสีเหลืองเขียนชื่อและวันไปวันกลับให้ติดที่เสื้อ แล้วก้อแจกหนังสือสวดมนต์ให้ผมกะพี่แนนคนละเล่ม จากนั้นเราก้อเดินไปที่ตึกข้างๆ (อาคารภาวนา2) เพื่อไปขอยืมชุดขาว เจ้าหน้าที่ก้อให้มายืมใช้คนละสองชุด


จุดที่ทุกคนจะต้องมาลงทะเบียนกรอกใบสมัคร


แม่ชีที่นั่งอยู่ในนั้นจะเป็นคนเขียนบัตรและแจกหนังสือสวดมนต์ให้


บัตรติดเสื้อของผม เขียนชื่อผมและชื่ออาคารที่พัก พร้อมวันมาและวันกลับ รูปดาวที่แม่ชีเขียนไว้ที่มุมบนซ้ายของบัตรแสดงให้เห็นว่าผมเป็นผู้มาปฎิบัติใหม่เป็นครั้งแรก บางคนมาเป็นครั้งที่ 2 แล้วก้อจะมีเลข 2


ที่นั่นจะมีอุปกรณ์เครื่องใช้ ยาสระผม สบู่ และอื่นๆ ไว้บริการให้อยู่ในตู้
เราก้อใส่เงินทำบุญตามศรัทธาแต่อย่าให้ต่ำกว่าราคาของ

ที่บัตรของผมเขียนว่าให้ไปพักที่อาคารลานช้าง ซึ่งเป็นเรือนไม้ตั้งอยู่ด้านนอกวัด ส่วนพี่แนนได้พักที่อาคารสิงหบุราจารย์เราเอาของไปเก็บที่ห้องแล้วก้อไปกินอาหารกันที่โรงอาหาร ก่อนที่จะอาบน้ำและนุ่งขาวห่มขาว ข้าวเย็นที่เราไปถึงวันนั้นมี แกงส้มกับต้มจับฉ่ายใส่อยู่ในหม้อใบใหญ่ให้คนไปตักกินเองตามสะดวก ที่คนกรุงเรียก All You Can Eat นั่นล่ะ แม่ชีบอกให้เรามาพร้อมกันที่อาคารภาวนา 1 ตอนสี่โมงตรง


อาคารลานช้างเป็นเรือนไม้อยู่หน้าวัด ผู้ชายส่วนใหญ่จะพักกันที่นี่


ป้ายอาคารลานช้าง

ผมเดินถือกระเป๋าดุ่มๆขึ้นมาบนอาคารลานช้าง ห้องนอนที่นั่นจะเป็นโถงใหญ่สามโถง เลือกนอนเอาตามอำเภอใจได้ ผมก้อเลือกไปนอนมุมห้องเพราะกลัวเสียงกรนของผมจะทำให้ผู้มาปฎิบัตินอนท่องกันทั้งคืนว่า "กรนหนอ กรนหนอ" ที่นั่นจะมีหมอน ผ้าห่ม เสื่อไว้ให้พร้อม เราไม่ต้องเตรียมไปเอง โถงในห้องจะถูกปูด้วยเสื่อน้ำมันอย่างที่เห็น


เสื่อ ผ้าห่ม หมอน มีพร้อม มาหยิบเอาไปใช้ได้


นี่ก้อเป็นมุมที่ผมเลือกนอน


โถงนอนบนอาคารลานช้าง รูปซ้ายเป็นมุมที่ผมนอน หน้าพระรูปพอดี รูปขวาก้อถ่ายจากที่ที่ผมปูเสื่อนอน


ทางเดินขึ้นอาคารลานช้าง จะมีไอ้หมาสองตัวซนมากมานอนเล่นทุกวัน ตัวผู้กะตัวเมีย วันแรกไปเจอมันแกล้งเอาคาบรองเท้าของผมหายไปข้างนึง ต้องเอารองเท้าใครก้อไม่รู้มาใส่ไปก่อน ตอนเช้าค่อยไปหา ปรากฎว่ามันคาบไปเล่นกลางทุ่ง เห้อ หมาหนอ หมาหนอ


ที่ลานช้างจะมีระเบียงให้ออกมานั่งเล่นข้างหน้า นั่งเย็นสบายดี แต่พวกปฎิบัติธรรมชอบมานั่งคุยกันซึ่งผิดกฎของที่นี่


ห้องน้ำเป็นอย่างที่เห็น สะอาดมาก เค้าว่ากันว่า ล้างห้องน้ำที่วัดนี่จะได้อานิสงฆ์มากมายมหาศาล ผมเลยล้างไปสองห้อง หวังจะได้อานิสงฆ์สองเด้งเลย


ที่ตากเสื้อผ้าที่ซักแล้วก้อเป็นอย่างที่เห็น ใครไม่อยากซักเองก้อไปจ้างเค้าซักได้ตัวละ 10 บาท ซึ่งผมเลือกซักเองดีกว่า

วันแรกนี่เป็นการปฐมนิเทศน์ และก้อสอนหลักการเดินจงกรม ยืนหนอ และการนั่งวิปัสนากรรมฐาน โดยพระสงฆ์รูปหนึ่ง วันแรกนี่ไม่มีอะไรมาก ให้ลองปฎิบัติ ยืนหนอ ซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ แล้วก้อนั่งยุบๆพองๆ ไปจนถึงสามทุ่มก้อแยกย้ายกันเข้านอน วันแรกนี่ทนเวทนาได้แค่ 20 นาทีก็จะตายแล้ว ที่ใช้คำว่าเวทนาก็หมายถึงอาคารปวดขาแทบหลุดเวลานั่งขัดสมาธินานๆ

อ่านต่อวันที่สอง คลิกที่นี่


February 12-18 ,2004

 


 
Rev300
DigiBook™ All Rights Reserved. Copyright 2003.